14.6.54

คปภ.ทลายขุมทรัพย์ ขายประกันภัยผ่านแบงก์ตอนที่1-3

ตอนที่1 โดย โพสต์ทูเดย์ วันที่ 8 มิถุนายน 2554 เวลา 07:51 น.

การขายประกันชีวิตและประกันภัย หนึ่งในขุมทรัพย์ธนาคารพาณิชย์และกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วกำลังจะถูกสกัด เมื่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เร่งร่างกฎเกณฑ์คุมการทำธุรกิจของบริษัทนายหน้าประกันภัย ที่ครอบคลุมธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงิน ขณะนี้ร่างกฎเกณฑ์ดังกล่าวอยู่ระหว่างการทำประชาพิจารณ์ และตามแผนจะต้องให้เสร็จสิ้นภายในเดือน มิ.ย.นี้ จากกฎเกณฑ์ที่มีอยู่ก่อนหน้าเอื้อมไม่ถึง

หนึ่ง นายหน้าทั่วไปจะต้องแยกบริษัทที่เป็นนายหน้าประกันชีวิตและประกันวินาศภัยออกจากกันเด็ดขาด และต้องสอบใบอนุญาต 2 ใบ แต่ธนาคารพาณิชย์มีใบอนุญาตอย่างใดอย่างหนึ่ง สามารถขายประกันชีวิตและประกันภัยได้ ไม่ต้องแยกเป็น 2 นิติบุคคล

สอง บริษัทนายหน้าทั่วไปและตัวแทนทั่วไป หากไม่มีใบอนุญาตตัวแทนประกันชีวิตหรือประกันภัย ไม่สามารถเสนอขายประกันให้ประชาชนได้ หากฝ่าฝืนมีความผิดจำคุก 2 ปี ปรับไม่เกิน 2 แสนบาท ธนาคารพาณิชย์เมื่อได้ใบอนุญาตมาแล้ว ให้พนักงานทุกคนเสนอขายประกันชีวิตและเสนอขายประกันภัยได้ โดยที่ คปภ.ไม่มีอำนาจลงโทษ

สาม บริษัทนายหน้าทั่วไปและตัวแทนทั่วไป ไม่สามารถ ลด แลก แจก แถม เพื่อจูงใจให้ประชาชนมาซื้อประกันภัยได้ มีโทษถึงขั้นเพิกถอนใบอนุญาต แต่ธนาคารพาณิชย์ทำได้อย่างเปิดเผย มีการประกาศลงโฆษณาอย่างครึกโครม คปภ.ทำได้เพียงเรียกตักเตือน

ธาคารพาณิชย์ในฐานะนายหน้าประกันภัย จึงมีข้อได้เปรียบบริษัทนายหน้าและตัวแทนทั่วไป จากกฎเกณฑ์ข้อบังคับที่เอื้อมไม่ถึง และมีอำนาจในการให้คุณให้โทษจากการปล่อยสินเชื่อให้ลูกค้า ซึ่งจะพ่วงเสนอขายประกันสินเชื่อ ประกันอื่นๆ หากลูกค้าซื้อประกันตามที่เสนอ จะได้รับการอนุมัติสินเชื่อง่ายและได้เร็วขึ้น ทำให้การขายประกันผ่านธนาคารเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ล่าสุดปี 2553 จาก 4 ช่องทางการจำหน่าย ประกอบด้วย ผ่านตัวแทน ผ่านธนาคาร ผ่านการขายตรง และช่องทางอื่นๆ ยอดขายประกันผ่านธนาคารสำหรับเบี้ยปีแรกมีถึง 2.48 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 38.92% ของเบี้ยใหม่จากทุกช่องทางขาย 6.39 หมื่นล้านบาท

ขณะที่เบี้ยชำระครั้งเดียวที่ขายผ่านธนาคารมีถึง 2.49 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 83.31% ของเบี้ยครั้งเดียวที่ขายทั้งระบบ 3.53 หมื่นล้านบาท ด้านเบี้ยต่ออายุมีจำนวน 4.1 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 20.25% ของเบี้ยต่ออายุจากทุกช่องทางขาย

รวมแล้วมีเบี้ยประกันชีวิตที่ขายผ่านธนาคารในปี 2553 ถึง 9.08 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 30.64% จากเบี้ยรับรวมทั้งระบบ 2.02 แสนล้านบาท โดยใช้เวลาไม่ถึง 10 ปี

การขายประกันผ่านธนาคารเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วง 5 ปีให้หลัง เพราะนอกจากจะได้เปรียบในเรื่องกฎระเบียบที่เอื้อมไม่ถึง และยังมีผลจากเหตุผลอื่นๆ ซึ่งจะนำเสนอในวันต่อไป

ที่มา : โพสต์ทูเดย์


ตอนที่2 โดย โพสต์ทูเดย์ วันที่ 8 มิถุนายน 2554 เวลา 07:51 น.

คปภ. เร่งร่างกฎเกณฑ์คุมการทำธุรกิจของบริษัทนายหน้าประกันภัย ที่ครอบคลุมธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงิน ตามแผนจะต้องให้เสร็จสิ้นภายในเดือน มิ.ย.นี้ เนื่องจากความแตกต่างระหว่างตัวแทน นายหน้าประกันภัยกับการขายประกันผ่านธนาคาร (แบงก์แอสชัวรันส์)

การขายประกันผ่านธนาคารเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วง 5 ปีให้หลัง ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งโดดลงมาทำธุรกิจแบงก์แอสชัวรันส์ หรือขายประกันผ่านธนาคารอย่างเป็นล่ำเป็นสัน เพราะนอกจากจะได้เปรียบในเรื่องกฎระเบียบที่เอื้อมไม่ถึงยังเป็นผลจาก

หนึ่ง ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้การปล่อยกู้ลดลง รายได้จากส่วนต่างดอกเบี้ยหายไป จึงหันมาโหมโรงขายประกันอย่างคึกคัก เพื่อหารายได้จากค่านายหน้าที่เปิดเผยอย่างต่ำรับ 26-30% ของยอดขายในแต่ละปี และค่าธรรมเนียมแรกเข้าซึ่งไม่ถูกเปิดเผย หรืออาจเรียกว่าเป็นค่าส่งเสริมการตลาดอีก 300-500 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับสัญญาและฐานลูกค้าของธนาคาร

สอง การเป็นนายหน้าขายประกัน ไม่มีความเสี่ยง ไม่มีต้นทุนในการให้บริการหลังการขาย ลูกค้าเดินเข้ามาหาถึงที่ ผลงานการขายประกันจึงถูกบรรจุไว้ในการวัดผลงานประจำปี (เคพีไอ) กดดันให้พนักงานออกไปเสนอขายนอกสถานที่ให้กับคนในครอบครัว ญาติพี่น้อง และคนรู้จักถึงบ้าน เพื่อเร่งทำผลงาน

สาม สร้างมูลค่าเพิ่มจากฐานลูกค้าของธนาคารที่มีอยู่ โดยสามารถทำรายได้จากฐานลูกค้าที่มีอยู่ให้กับบริษัทนายหน้า และบริษัทประกันชีวิต บริษัทประกันภัย อีกรายชื่อละ 0.25-1 บาท ขึ้นอยู่กับรายละเอียดของข้อมูลลูกค้า ซึ่งจะถูกนำไปใช้ขายประกันผ่านโทรศัพท์

ผลจากเกณฑ์การกำกับที่แตกต่างกัน และความได้เปรียบของธนาคาร ทำให้นายหน้าทั่วไปและตัวแทนเสียเปรียบอย่างมาก และถือว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม เนื่องจากขายสินค้าแบบเดียวกัน แต่กลับไม่สามารถทำการตลาดได้เหมือนกับธนาคาร และมีเกณฑ์การกำกับสองมาตรฐานแตกต่างจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ที่ประเทศสิงคโปร์ ที่ไม่ว่านายหน้าประเภทไหน มาขายประกันภัยประกันชีวิตจะต้องอยู่ภายใต้เกณฑ์การกำกับเดียวกัน นายหน้าและตัวแทนทั่วไปจึงเกิดการร้องเรียนไปที่ คปภ.มาตลอด

ดังนั้น เพื่อสร้างความเป็นธรรม คปภ.จึงลุกขึ้นมาร่างหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการออกใบอนุญาต การต่ออายุใบอนุญาต และการอนุญาตให้นิติบุคคลเป็นนายหน้าประกันชีวิต พ.ศ. 2554 ใหม่ ซึ่งอยู่ระหว่างการทำประชาพิจารณ์จากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะสมาคมนายหน้า สมาคมตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาทางการเงิน สมาคมประกันชีวิตไทย สมาคมประกันวินาศภัย ธนาคารพาณิชย์ และครั้งนี้มีธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้ามารับรู้ด้วยในฐานะกำกับธุรกิจธนาคารและสถาบันการเงิน

สำหรับในวันต่อไปจะนำเสนอถึงเกณฑ์ใหม่ ซึ่งทาง คปภ.ได้เพิ่มกฎเกณฑ์ที่ใช้สำหรับควบคุม การขายประกันของธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงิน

ที่มา : โพสต์ทูเดย์


ตอนที่3 โดย โพสต์ทูเดย์ วันที่ 8 มิถุนายน 2554 เวลา 07:51 น.

เกณฑ์ใหม่ ซึ่งทาง คปภ.ได้เพิ่มกฎเกณฑ์ที่ใช้สำหรับควบคุม การขายประกันของธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงิน

สำหรับเกณฑ์ใหม่นี้ ทางคปภ.ได้เพิ่มกฎเกณฑ์ที่ใช้สำหรับควบคุมการขายประกันของธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงิน ประกอบด้วย

หนึ่ง จัดการให้พนักงานหรือลูกจ้างที่ได้รับใบอนุญาตเป็นนายหน้านิติบุคคลเท่านั้น เป็นผู้ชี้ช่องหรือจัดการให้มีการทำสัญญาประกันภัย

สอง ชี้ช่องหรือจัดการให้มีการทำสัญญาประกันภัยกับบริษัทเฉพาะลูกค้าสถาบันการเงินของตน ณ ที่ทำการเท่านั้น

สาม ไม่ชี้ช่องหรือจัดการให้มีการทำสัญญาประกันภัยผ่านทางโทรศัพท์ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม เช่น ผ่านบริษัทลูก มอบหมายหรือว่าจ้างนายหน้าประกันชีวิตหรือตัวแทนประกันชีวิตอื่น ให้ชี้ช่องหรือจัดการให้มีการทำสัญญาประกันผ่านทางโทรศัพท์แทน

สี่ ไม่ให้ข้อมูลลูกค้าของสถาบันการเงินแก่บุคคลอื่น เพื่อใช้ในการชี้ช่องหรือจัดการให้มีการทำสัญญาประกันภัย

หากผลประชาพิจารณ์เป็นไปตามร่างที่ คปภ.เขียนขึ้นมาจะส่งผลให้ยอดขายประกันผ่านธนาคารลดลงอย่างแน่นอน เพราะพนักงานที่ไม่มีใบอนุญาตตัวแทนประกันภัยและประกันชีวิต ไม่สามารถแนะนำสินค้าประกันให้ลูกค้าได้ จากปัจจุบันที่พนักงานธนาคารเกือบทุกคนมีการแนะนำประกันภัยให้ลูกค้า

หากยึดตามเกณฑ์นี้ จะมีพนักงานธนาคารเพียงสาขาละ 3 คนเท่านั้นที่สามารถเสนอขายประกันให้ลูกค้าได้ ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ปัจจุบันของ คปภ. นอกจากนี้ ห้ามโทร.เสนอขายประกันลูกค้าถึงบ้าน ซึ่งในปัจจุบันมีพนักงานธนาคารปฏิบัติอยู่ และบางรายมีการออกไปถึงบ้านลูกค้า โดยอ้างว่ามาเยี่ยมเยียนแต่ก็เสนอขายประกันไปด้วย

น่าเสียดายที่ทาง คปภ.ยังไม่แตะถึงเรื่องการโฆษณา ลด แลก แจก แถม เพื่อจูงใจให้ลูกค้าซื้อประกัน ซึ่งดูเผินๆ จะมองว่าเป็นผลดีต่อลูกค้า แต่ในระยะยาวจะสร้างความเสียหายให้ลูกค้า การซื้อประกันเพราะเห็นแก่ของแถม หรือการซื้อประกันเพราะเกรงใจหรือถูกบังคับ จะทำให้ลูกค้าทิ้งประกันในปีต่อไป ทำให้ลูกค้าจะเสียเงินต้น 60% จะได้เงินคืนเพียง 40% เท่านั้น แต่คาดว่าอีกไม่นานก็จะมีการคุมรวมไปถึงการโฆษณาด้วย เพราะนั่นคือหัวใจของการขายประกันผ่านธนาคาร กฎเกณฑ์ที่จะออกมา นอกจากจะสร้างความเป็นธรรมให้กับตัวแทน นายหน้าแล้ว ยังจะทำให้ลูกค้าเกิดความสบายใจเมื่อไปใช้บริการของธนาคาร และซื้อประกันจากความต้องการจริงๆ ไม่ได้ถูกบีบให้ซื้อประกันเช่นปัจจุบัน

ที่มา : โพสต์ทูเดย์