13.11.53

Directors & Officers Liability Insurance (D&O Insurance)



ทำไมบริษัทจึงต้องทำประกันภัยความรับผิดของกรรมการและเจ้าหน้าที่บริหาร-Directors & Officers Liability Insurance (D&O Insurance)
  1. แนวโน้มและความถี่การฟ้องร้องต่อกรรมการและเจ้าหน้าที่บริหารมีเพิ่มมากขึ้น
  2. D&O Insurance ช่วยรองรับค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดี
  3. ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและการแข่งขันสูงในการดำเนินธุรกิจมีผลกระทบต่อการบริหารและการตัดสินใจที่ต้องรับผิดชอบสูง
  4. D&O Insurance ช่วยสร้างความมั่นใจในการบริหารงานหากกรรมการและเจ้าหน้าที่ระดับบริหารต้องรับผิดชอบเอง
  5. D&O Insurance ให้ความคุ้มครองไปถึงกรรมการและเจ้าหน้าที่ระดับบริหารของบริษัทย่อยรวมถึงกรรมการที่ถูกส่งไปดำรงตำแหน่งในบริษัทร่วม
  6. D&O Insurance ยังให้คุ้มครองถึงกองมรดก,คุ่สมรส หรือ ทายาทของกรรมการและเจ้าหน้าที่บริหาร
  7. ค่าเบี้ยประกันภัย D&O Insurance จะถูกจ่ายโดยบริษัท แต่ความคุ้มครองจะปกป้องทั้งบริษัท ปกป้องกรรมการและเจ้าหน้าที่บริหาร
กรมธรรม์ D&O Insurance นี้ทำงานอย่างไร

  • เป็นความคุ้มครอง ณ เวลาที่ผู้เอาประกันภัยถูกเรียกร้องสินไหมทดแทน(Claim-made Basis) หมายถึง คุ้มครองการเรียกร้องของบุคคลภายนอก ซึ่งได้เกิดขึ้นภายในระยะเวลาเอาประกันภัย โดยการทำละเมิดหรือความเสียหาย อาจจะเกิดมาก่อน ระยะเวลาเอาประกันภัย แต่เกิดขึ้น ณ วันที่ หรือ หลังวันที่ตกลงคุ้มครองย้อนหลัง( Retroactive Date )

ผู้ที่จะเรียกร้องความเสียหายต่อการบริหารงานผิดพลาดของ กรรมการและผู้บริหาร ได้แก่

ผู้ถือหุ้น บริษัท เจ้าหนี้ คู่ค้า คู่แข่งขัน ลูกจ้าง พนักงาน หน่วยงานรัฐ

ตัวอย่างเหตุการณ์ที่อาจเกิดได้กับตำแหน่งกรรมการและบริหาร
ตัวอย่างการเรียกร้องความเสียหายโดยผู้ถือหุ้น
ตัวอย่างการเรียกร้องเกี่ยวกับการบริหารผิดพลาดและการเลิกจ้างงาน
ตัวอย่างการเรียกร้องความเสียหายต่อบริษัทในการว่าจ้างแรงงาน
ตัวอย่างการตรวจสอบโดยรัฐ
ตัวอย่างสินไหมจากการฟ้องร้องของผู้ถือหุ้นรายย่อย
  • การเรียกร้องค่าสินไหมที่เกิดจากการบริหารงาน เพื่อประโยชน์ต่อผู้ถือหุ้นกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แล้วทำให้เกิดความไม่ยุติธรรมต่อผู้ถือหุ้นรายย่อย เช่น การตัดสินใจลงทุน ขยายกิจการ ควบรวมกิจการ ซึ่งเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อผู้ถือหุ้นเฉพาะกลุ่ม แล้วไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม
  • การเรียกร้องค่าสินไหมที่เกิดจากการบริหารงานด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เช่น การตัดสินใจลงทุน ขยายกิจการ ควบรวมกิจการใดๆ ที่มีข้อมูลส่อให้เห็นถึงความไม่มีเหตุผลในการกระทำนั้นๆโดยสิ้นเชิง
ตัวอย่างสินไหมจากการฟ้องร้องของนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์
  • การเรียกร้องค่าสินไหมอันเกิดจาก ข้อมูลและตัวเลขที่แถลงต่อสาธารณะชนผิดพลาด หรือ คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง เช่น ตัวเลขในรายงานประจำปี รายงานประจำไตรมาส ตัวอย่าง นักลงทุนได้รับความเสียหายจากการลงทุน เนื่องจากขณะที่ตัดสินใจลงทุนนั้น ตัวเลขของบริษัทที่แสดงผลกำไรหรือขาดทุนอยู่ในเกณฑ์ที่ดี แต่ปรากฏว่าตัวเลขดังกล่าวคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง นักลงทุนมีสิทธิเรียกร้องเงินลงทุนคืนบวกดอกเบี้ย(แล้วแต่กรณี) เนื่องจากสาระสำคัญในการลงทุนผิดพลาดจากความเป็นจริง
ตัวอย่างสินไหมจากการฟ้องร้องของลูกจ้าง
  • การปลดออก การเลิกจ้าง การไม่เลื่อนตำแหน่ง การปล่อยให้มีสภาพแวดล้อมการทำงานที่เอื้อให้เกิดความเสียหายต่อสิทธิส่วนตัวของลูกจ้าง ตัวอย่าง ลูกจ้างฟ้องร้องว่าบริษัทไล่ออกโดยไม่มีเหตุผล ทำให้ขาดรายได้ ขาดโอกาสในการทำงาน เนื่องจากประวัติการทำงานเสีย ศาลอาจสั่งให้บริษัทจ่ายค่าขาดรายได้กรณีพิเศษให้ลูกจ้างนั้นๆได้
ตัวอย่างคดีความ 1.
โจทย์ : Toho Mutual Life Insurance
จำเลย : The former president & vice president
ข้อกล่าวหา : จำเลยอนุมัติให้มีการกู้ยืมแก่บริษัทที่มีความสัมพันธ์ส่วนตัว 2 แห่ง ก่อให้เกิดความเสียหายต่อบริษัท Toho เรียกค่าเสียหาย US$ 64 M. (Souce : Jiji Press Newswire 21 July 2000)

ตัวอย่างคดีความ 2.
โจทย์ : CEO of John Hancock Life Insurance(มาเลเซีย)
จำเลย : บริษัท
John Hancock Life Insurance(มาเลเซีย) และผู้บริหารระดับสูง 2 คน
ข้อกล่าวหา : บริษัทได้กระทำเพื่อบีบให้ CEO ออกจากตำแหน่งใน Board รวมทั้งข้อหาหมิ่นประมาท โดยเรียกร้องค่าเสียหายรวม US$ 15 M. (Souce : Reuters News Service 1 December 2000)

ตัวอย่างธุรกิจที่มีความเสี่ยงภัยสูง
ธนาคาร/สถาบันการเงิน/ประกันภัย
  • เป็นองค์กรใหญ่ และ ซับซ้อน
  • เข้าใจยาก - NPL
  • ส่วนใหญ่ Claims ที่พบมักเป็นเรื่องการทุจริต
  • Claims ที่พบมักเป็น Claims ที่ใหญ่
ธุรกิจพัฒนาที่ดิน(Large Property Developer)/ก่อสร้าง(Construction)/วิศวกรรม(Engineering)
  • มีโอกาสล้มละลายสูง
  • ช่วงที่ตลาดซบเซา จะต่อเนื่องหลายปี
โครงการของรัฐ/องค์กรที่ควบคุมโดยภาครัฐ
  • อิทธิพลของรัฐต่อการตัดสินใจของคณะกรรมการ
  • มักจะสูยเงิน(Money Disappear),ไม่มีผลกำไร ไม่มีประสิทธิภาพ(Inefficient)
  • บางครั้งงบประมาณมีจำกัดไม่สามารถคาดการณ์ได้

การประกันภัยความรับผิดทางวิชาชีพ (Professional Liability Insurance) เป็นการประกันภัยที่มีความสำคัญมากสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพแทบทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรั
ฐอเมริกา เนื่องจากบุคคลเหล่านี้มีความเสี่ยงที่จะถูกเรียกร้องหรือฟ้องร้องดำเนินคดีให้รับผิดชอบต่อความสูญเสียหรือเสียหายที่เกิดขึ้นแก่บุคคลอื่น ๆ อันเป็นผลมาจากการประกอบวิชาชีพของบุคคลนั้น ๆ

ในอดีต การประกันภัยความรับผิดทางวิชาชีพให้ความคุ้มครองจำกัดอยู่เพียงอาชีพที่ยอมรับกันว่าเป็นวิชาชีพเท่านั้น เช่น นักกฎหมาย แพทย์ วิศวกร สถาปนิก และนักบัญชี เป็นต้น แต่ในปัจจุบันได้มีการขยายความคุ้มครองออกไปยังอาชีพอื่น ๆ ด้วย โดยไม่จำเป็นว่าต้องเป็นวิชาชีพเฉพาะเท่าที่เคยยอมรับกันมา เช่น การประกันภัยความรับผิดของกรรมการและเจ้าหน้าที่ของบริษัท ซึ่งจะกล่าวถึงต่อไปนี้

การประกันภัยความรับผิดของกรรมการและเจ้าหน้าที่ของบริษัท ซึ่งจะกล่าวถึงต่อไปนี้

การประกันภัยความรับผิดของกรรมการและเจ้าหน้าที่ (Directors and Officers Liability Insurance) เป็นการประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองกรรมการ (Directors) และเจ้าหน้าที่ระดับสูงหรือเจ้าหน้าที่ระดับบริหาร (Executive Officers) ของบริษัท สำหรับความสูญเสียหรือค่าเสียหายทางการเงิน อันเนื่องมากจาก การละเมิดหรือการกระทำผิด (wrongful acts) ที่กรรมการหรือเจ้าหน้าที่ของบริษัทต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย นอกจากนี้ การประกันภัยดังกล่าว ยังให้ความคุ้มครองตัวบริษัทในกรณีที่บริษัทได้รับอนุญาตหรือผูกพันที่จะต้องชดใช้ให้กับกรรมการ และ/หรือเจ้าหน้าที่สำหรับการกระทำผิดที่กรรมการ หรือเจ้าหน้าที่นั้นต้องรับผิดตามกฎหมาย ซึ่งหากมองในมุมของการประกันภัยความรับผิดทางวิชาชีพ อาจกล่าวได้ว่าความรับผิดของกรรมการและเจ้าหน้าที่ก็คือ ความรับผิดทางอาชีพการบริหารจัดการ (Managerial professional liability) นั่นเอง

ข้อกำหนดสัญญาสำคัญในกรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดของกรรมการและเจ้าหน้าที่

ในสหรัฐอเมริกา กรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดของกรรมการและเจ้าหน้าที่ของบริษัท (ซึ่งต่อไปจะเรียกสั้น ๆ ว่า กรมธรรม์ D&O) ไม่มีแบบและข้อความที่กำหนดเป็นมาตรฐานแบบใดแบบหนึ่ง เพื่อใช้กับกรรมการและเจ้าหน้าที่ในบริษัททุกประเภท นอกจากนี้ กรมธรรม์ D&O ยังเป็นกรมธรรม์ที่มีการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้ทันกับสถานการณ์และลักษณะความเสี่ยงที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

การประกันภัยความรับผิดของกรรมการและเจ้าหน้าที่ : โอกาสและความเป็นไปได้ในประเทศไทย

การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของกระแสโลกาภิวัฒน์ รวมทั้งการเปิดเสรีในธุรกิจหลายสาขาของประเทศไทย ได้ส่งผลให้ผู้ประกอบกิจการและบริษัทต่าง ๆ ในประเทศไทย ทั้งที่มีผู้ถือหุ้นเป็นคนต่างชาติ และที่มีผู้ถือหุ้นเป็นคนไทย ตื่นตัวเกี่ยวกับการประกันภัยความรับผิดประเภทต่าง ๆ มากยิ่งขึ้น เมื่อประกอบกับวิกฤตการณ์ทางการเงินของประเทศที่เริ่มต้นในปี 2540 อันเนื่องมาจากการล้มละลายของสถาบันการเงินบางแห่งเกิดจากการบริหารงานที่ผิดพลาด การประมาทเลินเล่อ หรือการปกปิดข้อความจริง หรือการแสดงข้อความที่ทำให้ผู้ถือหุ้นและบุคคลทั่วไปเกิดความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง ของผู้บริหารของสถาบันการเงินเหล่านั้น จึงได้นำมาซึ่งคำถามว่า ใครควรเป็นผู้รับผิดชอบต่อความสูญเสียและความเสียหายที่เกิดขึ้น

เมื่อมีแนวโน้มว่า ผู้บริหาร (ซึ่งรวมถึงกรรมการและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของบริษัทห้างร้านต่าง ๆ ) อาจมีสิทธิ์ถูกเรียกร้องให้ชดใช้ค่าเสียหายจากการละเมิดหรือการกระทำผิดของตนที่ส่งผลให้เกิดความสูญเสีย หรือเสียหายทางการเงินแก่บุคคลอื่น ๆ ความต้องการกรมธรรม์ประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองต่อความรับผิดของกรรมการและเจ้าหน้าที่ของบริษัทจึงเพิ่มขึ้นอย่างเด่นชัด สังเกตได้จากจำนวนบริษัทประกันภัยที่ยื่น (หรือมีความประสงค์จะยื่น) ขอรับความเห็นชอบในกรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดของกรรมการและเจ้าหน้าที่ และจำนวนบุคคลภายนอกอื่น ๆ ที่โทรมาสอบถามถึงการประกันภัยดังกล่าว ที่เพิ่มขึ้นจนสังเกตได้

ดังนั้น โอกาสในการขยายตัวของตลาดการประกันภัยความรับผิดของกรรมการและเจ้าหน้าที่ในประเทศไทยจึงยังมีสูงมาก อีกทั้ง กรมธรรม์ D&O เป็นกรมธรรม์ที่ไม่มีรูปแบบและข้อความที่เป็นมาตรฐานตายตัว แต่สามารถปรับแต่งให้ตรงกับความต้องการของผู้เอาประกันภัยแต่ละรายได้ บริษัทประกันภัยจึงอาจนำแบบและข้อความของกรมธรรม์ชนิดนี้มาจากในต่างประเทศก่อน แล้วนำมาปรับหรือแก้ไขให้ตรงกับลักษณะความเสี่ยงภัยในบ้านเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นของความรับผิดตามกฎหมาย ซึ่งต้องพิจารณาร่วมกับกฎหมายในประเทศไทยเป็นหลัก ในขณะเดียวกัน ก็ต้องพึงระลึกด้วยว่า กรมธรรม์ชนิดนี้ มักให้ความคุ้มครองสำหรับการละเมิดหรือการกระทำผิดไม่วาจะเกิดขึ้นที่ใดในโลก ซึ่งก็หมายความว่า การประเมินความเสี่ยงภัย (ในขั้นตอนของการพิจารณารับประกันภัย) ก็เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ทั้งนี้ทั้งนั้น ความคุ้มครองของกรมธรรม์ D&O จะกว้างหรือแคบก็สุดแล้วแต่ความต้องการในการให้ความคุ้มครอง แต่อัตราเบี้ยประกันภัยจะต้องกำหนดให้สอดคล้องกับระดับของความคุ้มครองนั้นด้วย

สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ
คุณ เทพฤทธิ์ คลกลาง โทร 08-9173-1009 หรือ
Email : info@dreamsprotector.com
: billionaire0891731009@gmail.com

หมายเหตุ : ข้อมูลสำคัญสำหรับการพิจารณารับประกันภัย
  1. ใบคำขอเอาประกันภัย
  2. งบการเงินและหมายเหตุประกอบงบการเงิน(ฉบับล่าสุด)
  3. หนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัท ภพ.20
  4. Website ของบริษัทที่สนใจเอาประกัน(ถ้ามี)
ตัวอย่าง : ข้อเสนอสำหรับบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่ผลิตอาหารส่งออกไปประเทศภาคพื้นเอเชีย มีฐานะการเงินดี และไม่เคยมีประวัติการเรียกร้องค่าเสียหายต่อกรรมการและผู้บริหาร

วงเงินความคุ้มครอง : 100,000,000 บาท(หนึ่งร้อยล้านบาท)
ความคุ้มครองบริษัทเกี่ยวกับการว่าจ้างแรงงาน : 40,000,000 บาท(สี่สิบล้านบาท)
ความคุ้มครองย้อนหลังการกระทำผิดในการบริหาร : ตั้งแต่เริ่มบริษัท

ความเสียหายส่วนแรก :
ไม่มีสำหรับกรรมการและผู้บริหาร กรณีบริษัทไม่ชดใช้ให้
200,000 บาท กรณีบริษัทมีความรับผิดชดใช้ให้ (และไม่มีหากศาลมีการตัดสินว่าเป็นฝ่ายถูก)
200,000 บาท ความคุ้มครองบริษัทเกี่ยวกับการว่าจ้างแรงงานและการเรียกร้องเกี่ยวกับหลักทรัพย์

เบี้ยประกันก่อนภาษีอากร : 250,000 บาทต่อปี
หมายเหตุ : การนำเสนอนี้มิใช่ข้อเสนอที่สมบูรณ์ และเงื่อนไขข้างต้นอาจแตกต่างไปซึ่งขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแต่ละภัย

สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ
คุณ เทพฤทธิ์ คลกลาง โทร 08-9173-1009 หรือ
Email : info@dreamsprotector.com
: billionaire0891731009@gmail.com