7.7.53

ระบบกองทุนบำนาญ

ประเด็นปัญหาใหญ่ร่วมกันประการหนึ่งของทุก ประเทศทั่วโลก คือ การที่ประเทศที่ประชากรมีอายุยืนยาวมากขึ้น จนทำให้จำเป็นที่จะต้องจัดให้มีระบบบำนาญสำหรับประชาชนเพื่อให้ประชาชนในวัย เกษียณมีชีวิตที่สุขสบายและมีคุณภาพชีวิต ที่ดี ประเทศไทยเองก็ได้มีความตื่นตัวใน การปฏิรูประบบบำนาญ โดยมีการจัดตั้งกองทุนประกันสังคม กองทุนบำเหน็จบำนาญ ข้าราชการ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โดยการให้แรงจูงใจด้วยมาตรการทางด้านภาษีในระดับสูงสุด คือ ยกเว้นภาษีสำหรับเงินที่ออมไว้เพื่อการเกษียณ ยกเว้นภาษีจากผลตอบแทนการลงทุน และยกเว้นภาษีเงินได้และเงิน ตอบแทนที่ได้รับภายหลังเกษียณ ดังนั้นในวันนี้จึงจะขอพูดถึงระบบบำนาญในโลกนี้นะคะ ซึ่งระบบบำนาญทั่วโลกจะแบ่งออกเป็นสองระบบ คือ

1. กองทุนบำนาญแบบกำหนดผลประโยชน์ตอบแทน (defined benefit) ที่สมาชิกจะได้รับผลประโยชน์ของสมาชิกที่ จะได้รับนั้นก็จะขึ้นอยู่กับจำนวนเงินที่จ่ายสมทบเข้ากองทุน (อัตราการจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุน) และระยะเวลาของการส่งเงิน (จำนวนปี) ทั้งนี้ผู้บริหารกองทุนมีหน้าที่รับผิดชอบในการหาเงินมาให้เพียงพอต่อการ จ่ายเงินผลประโยชน์บำนาญตามพันธะที่ให้ไว้กับสมาชิก ความเสี่ยงของกองทุนในระบบนี้จึงอยู่กับฝ่ายบริหารจัดการเงินให้มีเพียงพอ ใช้ ประเทศส่วนใหญ่ในโลกจะใช้กองทุนแบบกำหนดผลประโยชน์กับระบบบำนาญภาคบังคับ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วผลประโยชน์จากระบบบำนาญนี้จะเพียงพอต่อการครองชีพ ขั้นพื้นฐานเท่านั้น เพื่อลดความยากจนและลดภาระของรัฐในการดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งใน ประเทศไทยแล้วระบบบำเหน็จบำนาญของข้าราชการที่จ่ายให้ข้าราชการโดยกรมบัญชี กลางที่จะมีสูตรวิธีการจ่ายบำเหน็จและบำนาญไว้ชัดเจนว่าจะได้รับเงินเท่าไร ในกรณีของการจะได้รับเงินบำเหน็จหรือเงินบำนาญ และกองทุนประกันสังคมเพื่อการชราภาพก็จัดเป็นกองทุนแบบกำหนดผลประโยชน์ตอบแทน

2. กองทุนแบบกำหนดเงินสมทบ (defined contribution) ซึ่งจะกำหนดอัตราเงินที่สมาชิกหรือลูกจ้างจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนในแต่ละงวด ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นรายเดือน และในส่วนของนายจ้างที่จ่ายสมทบเข้ามาอีกส่วนหนึ่ง อัตราเงินสะสมกับเงินสมทบอาจจะเท่ากันหรือไม่เท่ากันก็ได้ โดยเงินกองทุนบำนาญนี้จะถูกผู้บริหารกองทุนนำไปลงทุน ส่วนสมาชิกจะได้รับเงินคืนเมื่อเกษียณที่เป็นเงินสะสม เงินสมทบบวกกับผลประโยชน์การลงทุนที่เกิดขึ้น กองทุนแบบกำหนดอัตราเงินสมทบนี้จะมีการบริหารโดยมีการแยกบัญชีของสมาชิกแต่ ละคนที่ชัดเจน

ทั้งเงินสะสมสมทบและผลประโยชน์การลงทุน (ที่อาจจะเป็นบวกหรือลบได้ในแต่ละปี) ดังนั้นสมาชิกจึงเป็นผู้รับภาระความเสี่ยงจากการลงทุนหากการบริหารกองทุนขาด ทุนหรือล้มเหลว ในหลายประเทศได้ใช้กองทุนแบบกำหนดเงินสมทบเป็นส่วนขยายเพิ่มเติมจากระบบ บำนาญขั้นพื้นฐาน ในกรณีของประเทศไทยกองทุนแบบกำหนดเงินสมทบ คือ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

เนื่องจากกองทุนระบบกำหนดผลประโยชน์ทดแทนนั้นเป็นภาระต่อกองทุน ในการบริหารเงินให้เพียงพอกับผลประโยชน์ จึงทำให้ระบบบำนาญทั่วโลกมีการปรับเปลี่ยนจากระบบกำหนดผลประโยชน์ตอบแทนมาเป็นระบบกำหนดเงินสมทบ

ดังจะเห็นได้ว่าระบบบำนาญของประเทศที่มีบำนาญขนาดใหญ่ที่สุดของโลก 7 ประเทศ อันได้แก่ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย แคนาดา ญี่ปุ่น สวิตเซอร์แลนด์ และเนเธอร์แลนด์ ระบบบำนาญแบบกำหนดเงินสมทบขยายตัวเฉลี่ย 6.4% ในช่วง 10 ปีหลังเทียบกับระบบบำนาญแบบกำหนดผลประโยชน์ตอบแทนที่ขยายตัวเฉลี่ย 1.6% ต่อปี ทำให้สัดส่วนของกองทุนระบบกำหนดเงินสมทบคิดเป็นร้อยละ 42% และระบบกำหนดผลประโยชน์ตอบแทนมีสัดส่วนร้อยละ 58 ในปี ค.ศ. 2009 เมื่อเทียบกับในปี ค.ศ. 1999 ที่สัดส่วนเป็นร้อยละ 68 ต่อ 32




ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ประจำวันที่ 29 พ.ค. 53
คอลัมน์ เข็มทิศการลงทุน โดย อาภรณ์ ชีวะเกรียงไกร