"One Stop Service ประกันชีวิต;ประกันภัย;ประกันธุรกิจ(ลูกค้ารายย่อยและลูกค้ารายใหญ่(พาณิชยกรรม));ประกันชีวิตควบกองทุนรวม-Unit Linked(Regular Premium&Single Premium,AIA Life Issara-เอไอเอ ไลฟ์อิสระ);ประกันชีวิตแบบเน้นความยืดหยุ่นและมีสภาพคล่องสูง-AIA Universal Life;ประกันชีวิตแบบบำนาญ-Annuity;กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ-Provident Fund;ประกันกลุ่มสวัสดิการพนักงาน;การวางแผนการเงิน-Financial Planning;วางแผนภาษี-Tax Planning(Personal&Corporate);วางแผนการลงทุน-Investment Planning;วางแผนเกษียณอายุ-Retirement Planning;วางแผนทรัพย์มรดก-Estate Planning" "HOTLINE =>> 089 173 1009"

6.7.53

PL-LAW มีผลต่อระเบียบการนำเข้าผล ไม้สดและแปรรูปในตลาดส่งออกสำคัญ

ผลไม้ไทย เป็นสินค้าเกษตร อีกชนิดหนึ่ง ที่สร้าง ชื่อเสียง และนำเงินตรา เข้าสู่ประเทศ เป็นจำนวนไม่น้อย ตลาดส่งออกผลไม้สด และแปรรูป ที่สำคัญของไทย ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป และออสเตรเลีย ซึ่งแต่ละตลาดก็มีกฎระเบียบ ข้อบังคับเกี่ยวกับการนำเข้า และ การตรวจสอบคุณภาพ สินค้าแตกต่างกันไปดังนี้

1. ตลาดสหรัฐฯ มีกฎหมายเกี่ยวกับ การกักกันพืช (Plant Quarantine Laws) ที่เข้มงวด เพื่อป้องกัน การแพร่ระบาด ของโรคพืช ที่อาจติดไปกับผลไม้สด ดังนั้น สหรัฐฯจึงห้ามนำเข้าผลไม้สด ส่วนผลไม้ที่ผ่านการแปรรูป เช่น ผลไม้แช่แข็ง อบแห้ง หรือบรรจุกระป๋อง จะอนุญาต ให้นำเข้าได้ ต่อเมื่อ ผลไม้แปรรูปนั้น มีคุณภาพ ตามมาตรฐาน ที่องค์การอาหารและยาของสหรัฐฯ (FDA) กำหนด เช่น ในผลไม้กระป๋อง จะมีสารเคมี Erythorbic หรือ Ascorbic acid ได้ไม่เกิน 150 PPM. (Parts Per Million) หรือ ผลไม้อบแห้ง จะมีสารกำมะถันได้ไม่เกิน 10 PPM. เป็นต้น

2. ตลาดสหภาพ ยุโรป สินค้าประเภทผลไม้สดและแปรรูป ที่จะเข้าไปในตลาดสหภาพยุโรปจะต้องผ่านการตรวจสอบ 2 ขั้นตอน คือ

ขั้นตอนที่ 1

การตรวจสอบในประเทศผู้ส่งออก ก่อนที่จะส่งผลไม้นั้นเข้าไปจำหน่ายในตลาดสหภาพยุโรป การตรวจสอบนี้จะทำโดยหน่วยงานราชการ ที่เป็นตัวแทนในประเทศผู้ส่งออก สำหรับประเทศไทยคือ กรมวิชาการเกษตร ซึ่งจะทำการตรวจสอบทั้งผู้ผลิต และตรวจสอบตัวสินค้าก่อนจะออกใบรับรอง (Inspection Certificate) ให้สินค้านั้น

ขั้นตอนที่ 2

การตรวจสอบในสหภาพยุโรป โดยเจ้าหน้าที่ของประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปที่นำเข้า จะทำการตรวจสอบอีกครั้งเมื่อสินค้ามาถึง ณ ท่านำเข้า โดยจะทำการเก็บตัวอย่างสินค้าเพื่อตรวจสอบ

ในส่วนของผล ไม้แปรรูป จะมีกฎระเบียบ เกี่ยวกับ สารเจือปนในอาหาร (Additives) โดยเฉพาะ สารกันเสีย และสารให้ความหวาน ต้องเป็นประเภท ที่สหภาพยุโรปอนุญาต ให้ใช้ได้จึงจะสามารถนำเข้าได้ นอกจากนี้ ยังมีกฎระเบียบ ที่เกี่ยวกับการปิดฉลาก ซึ่งจะต้องระบุ ให้ชัดเจนว่า ใช้สารเจือปนประเภทใดบ้าง อีกทั้ง ยังมีกฎระเบียบเกี่ยวกับ การบรรจุหีบห่อ รวมถึงวัสดุที่ใช้ ซึ่งต้องเป็นไปตาม ที่สหภาพยุโรปกำหนด

3. ตลาดญี่ปุ่น สำหรับผลไม้ แปรรูป ต้องมี คุณภาพ ตามมาตรฐาน ของกฎหมาย Food Sanitary Law ซึ่งเป็นกฎหมาย ที่เกี่ยวกับส่วนผสมอาหาร และฉลากสินค้า รวมทั้ง สุขอนามัยต้องได้ตามมาตรฐาน ที่กำหนดไว้ นอกจากนี้ ยังต้องคำนึงถึงกฎหมาย PL-Law (Product Liability Law) ซึ่งเป็นกฎหมายใหม่ของญี่ปุ่น ที่กำหนดให้ผู้ผลิต ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหาย ที่เกิดขึ้นกับผู้บริโภค ซึ่งเป็นผลมาจาก ความบกพร่อง ของผลิตภัณฑ์นั้นๆ เพื่อคุ้มครอง ผู้บริโภคเป็นสำคัญ

ตลาดญี่ปุ่น มีการบังคับ ใช้กฎหมายเกี่ยวกับ การกักกันพืช (Plant Quarantine Laws) เช่นเดียวกับสหรัฐฯ ผลไม้ที่นำเข้า ต้องผ่านการ ตรวจสอบว่า ปลอดจากแมลงหรือโรคพืช ซึ่งสถานีกักกัน โรคพืช ที่ทำการตรวจสอบ จะออกใบรับรอง การตรวจโรค (Certificate of Inspection) ให้ ภายใต้กฎหมายนี้ ญี่ปุ่นได้อนุญาต ให้นำเข้า ผลไม้สดจากไทย 5 ชนิด คือ สับปะรด มะพร้าว กล้วย องุ่น และทุเรียน ส่วนผลไม้ชนิดอื่น ต้องผ่านการ กำจัดโรคพืชและแมลง หรือ ต้องแปรรูปก่อน ที่จะสามารถ นำเข้าได้ เช่น มังคุดต้องผ่าซีก และแช่แข็งก่อน จึงจะสามารถนำเข้าได้

4. ตลาด ออสเตรเลีย มีกฎหมายเกี่ยวกับการกักกันพืช (Plant Quarantine Laws) เพื่อควบคุม การระบาด ของโรคพืช ที่อาจติดไปกับผลไม้สด เช่นเดียวกับ สหรัฐฯ และญี่ปุ่น โดยออสเตรเลียห้ามการนำเข้าผลไม้สด แต่อนุญาตให้ นำเข้าผลไม้ที่ผ่าน การแปรรูป เช่น แช่แข็ง อบแห้ง หรือบรรจุกระป๋อง

ที่มา: ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย