23.4.53

แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับความจำเป็น (NEED) ของการประกันธุรกิจ

Business Insurance (การประกันธุรกิจ) เกี่ยวข้องกับชีวิตของคนจำนวนมาก แต่ยังได้รับความสนใจน้อยในบ้านเรา ทั้งๆ ที่ประกันธุรกิจเกี่ยวข้องกับการประกันหลายชนิด หลายรูปแบบ เพื่อคุ้มครองตัวธุรกิจของเจ้าของธุรกิจ ผู้ที่เกี่ยวข้องไปจนถึงพนักงานลูกจ้าง


แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับความจำเป็น (NEED) ของการประกันธุรกิจ ก็คือ เมื่อเจ้าของธุรกิจ หรือ พนักงานที่เป็น KEY MAN เสียชีวิต ย่อมเกิดผลสะเทือนกับตัวธุรกิจนั้นๆ ครอบครัวของพวกเขา รวมทั้งผู้เกี่ยวข้อง เช่น เจ้าหนี้ของเขา ส่วนใหญ่แล้วปัญหามักจะเกิดการขาดแคลนเงินสดที่จะดำเนินธุรกิจต่อไป หรือ เกิดจากการที่เจ้าของธุรกิจ (ผู้ถือหุ้น) ที่ยังมีชีวิตอยู่ ไม่มีเงินพอที่จะซื้อหุ้นในส่วนของผู้ตายคืนมาเพื่อดำเนินธุรกิจเองได้ แม้ว่ามีหนทางมากมายที่จะหาเงินสดที่จำเป็นก้อนนั้น แต่วิธีที่มีประสิทธิผลที่สุด ก็คือ การประกันธุรกิจ

ในห้วงคำนึงของภรรยาเจ้าของธุรกิจ


"สุดที่รักของฉัน คุณคงไม่เคยรู้ว่าสิ่งที่น่ากลัวที่สุดที่วนเวียนอยู่ในความคิดของฉันเป็น อย่างไร คุณเคยหยุดคิดสักนิดไหม ในเวลาว่างอันน้อยนิดของคุณ ว่าสักวันหนึ่ง คุณอาจต้องจากพวกเราไปตลอกกาล แต่นั่นยังไม่ใช่ตอนจบ เพราะธุรกิจที่คุณทุ่มเททำงานสร้างมันขึ้นมาเพื่อพวกเรา ก็จะจากไปพร้อมกับคุณด้วย คุณตรากตรำทำงานเช้ายันค่ำ แต่คุณเคยฉุกคิดบ้างไหม ว่าเมื่อธุรกิจล่มสลายพร้อมกับการจากไปของคุณ มันก็จะฉุดเอาชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเราดิ่งเหวไปด้วย!

สุดที่รักของฉัน มุ่งมั่นกับงานของคุณต่อไปเถิด แต่เผื่อใจไว้สำหรับวันที่ต้องมาถึงอย่างแน่นอน เผื่อความคิดไว้สำหรับเป้าหมายในการต่อสู้ของคุณบ้าง พวกเรา ( ภรรยา และ ลูกๆ )"


3 เรื่องใหญ่ในการประกันธุรกิจ


1.การประกันชีวิตบุคคลสำคัญ(Keyman Life Insurance)


ระวัง!กำไรเป็นสิ่งที่ไม่อาจคาดหมาย แต่รายจ่ายเป็นสิ่งแน่นอน
การประกันชีวิตเจ้าของกิจการ หรือพนักงานระดับ KEY MAN ของธุรกิจ มักจะพิจารณาจากคนที่มีบทบาทในการทำกำไร (PROFIT MAKER)หรือ คนที่มีความชำนาญพิเศษ หรือมีสายสัมพันธ์ทางธุรกิจที่ทำให้ธุรกิจอยู่ได้และมีกำไร

บริการของเรา
คุณมีความจำเป็น (NEEDS) หลายอย่างที่ควรได้รับการตอบสนอง ผมก็มีวิธีแก้ปัญหา (SOLUTIONS) อยู่หลายวิธี เรามาคุยกันเถอะ


2.การประกันสำหรับสัญญาซื้อ-ขาย(Buy-Sell Insurance)


เป็นการประกันชีวิตเจ้าของธุรกิจหลายคนที่ร่วมถือหุ้นในกิจการเดียวกัน ในกรณีที่มีหุ้นส่วนคนใดเสียชีวิต เจ้าของธุรกิจที่ยังมีชีวิตอยู่จะได้มีเงินซื้อหุ้นจากทายาทของผู้ตาย และ บริหารกิจการต่อไปอย่างราบรื่น โดยผู้ถือหุ้นทุกคนทำสัญญาซื้อ ขาย (Buy – Sell Agreement) เอาไว้ล่วงหน้า และ ทุกคนก็ซื้อประกันชีวิตในวงเงินเท่ากับมูลค่าหุ้นที่ตนถืออยู่

3.การประกันหมู่(Group Insurance)


เพราะความจำเป็น

ไม่มีใครชอบโลงศพ แต่เราก็ยังต้องซื้อมันอยู่ดี เมื่อมีใครตาย ในทำนองเดียวกัน เราอาจจะไม่ชอบความหมายของการประกันชีวิต แต่ เรายังจำเป็นต้องมีประกันชีวิต!


การประกันหมู่ทุกชนิดทั้งที่ให้ความคุ้มครองชีวิต อุบัติเหตุ และ สุขภาพ เป็นสิ่งที่เจ้าของธุรกิจจัดหาให้แก่พนักงานของตน โดยจะออกเงินให้ทั้งหมด หรือบางส่วนก็ได้ ความคุ้มครองจากประกันหมู่จะระบุไว้ในกรมธรรม์หลัก (Master Policy) ซึ่งนายจ้างเป็นผู้ถือไว้เพียงฉบับเดียว การประกันหมู่เป็นสวัสดิการที่จะผูกใจพนักงานให้อุทิศตนทำงาน และ คงอยู่กับบริษัทต่อไป บางครั้งก็มีการสะสมทรัพย์หมู่ร่วมด้วยคำพูดต่อไปนี้ น่าจะอธิบายได้ดี


คุณนายจ้าง คุณจะรู้สึกอย่างไร ถ้าพนักงานที่ดีของคุณต้องจากไป และ ภรรยาหม้ายของเขา มาขอความช่วยเหลือจากคุณๆ
ถ้าคุณไม่ให้สวัสดิการด้านประกันแก่พวกเขาให้ดี คู่แข่งของคุณก็จะให้แทน!
เบี้ยประกันหมู่ นะไม่ใช่รายจ่ายหรอกครับ มันเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า และจำเป็นอย่างยิ่ง


การประกันสำหรับธุรกิจ 3 ประเภท

เมื่อเจ้าของธุรกิจจากไป... หนี้สินยังคงอยู่ สินทรัพย์ลดลง ธุรกิจของคุณจะสามารถฝ่าด่านนี้ไปได้หรือเปล่า? ”

1.ธุรกิจเจ้าของคนเดียว(Sole Proprietorship)

การคงอยู่ของธุรกิจแบบนี้ขึ้นอยู่กับตัวเจ้าของเป็นสำคัญ ข้อดี ก็คือ จัดตั้งได้ง่าย แต่ก็ล้มไปได้ง่าย เจ้าของมีสิทธิเสรีที่จะทำธุรกิจอย่างไรก็ได้ เพราะอำนาจบริหารเป็นของเขาแต่ผู้เดียว กำไรทั้งหมดจากธุรกิจย่อมตกแก่เจ้าของคนเดียว และค่าใช้จ่ายก็ค่อนข้างต่ำ เพราะจ้างพนักงานน้อย
ข้อเสีย ก็คือ หนี้สินก็เป็นของเขาแต่ผู้เดียว โดยไม่จำกัดจำนวน เพราะ ไม่มีใครมาแบกรับภาระด้วย ทรัพย์สินส่วนตัวจึงอาจจะหมดไปเมื่อหนี้สินพอกพูนขึ้น

ถ้าเขาเป็นคนเดียวในครอบครัวที่รู้เรื่องธุรกิจ ย่อมเป็นการยากที่กิจการจะคงอยู่ได้เมื่อเขาจากไป หรือ ทุพพลภาพ การทำงานคนเดียวยิ่งทำให้ยากแก่การระดมทุนเพื่อขยายกิจการ และ ธุรกิจทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับความชำนาญของเขาคนเดียวเท่านั้น ธุรกิจเจ้าของคนเดียวมักทำให้พนักงานมองไม่เห็นโอกาสก้าวหน้า จึงทำให้พนักงานดีๆ อยู่ไม่ได้นาน

ข้อคิดสำหรับธุรกิจเจ้าของคนเดียว
• “
ทรัพย์สินส่วนตัวที่คุณสะสมมาชั่วชีวิตอาจสูญสิ้นไปพร้อมกับการจากไปของคุณ เพราะหนี้สินทางธุรกิจ
• “
เป็นการฉลาดที่จะประกันสินทรัพย์ ทั้งหมดของคุณ KEY MAN ที่ทำงานกับคุณ ถือเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าชิ้นหนึ่ง ทั้งอาจจะมีค่าสูงสุดในบรรดาสินทรัพย์ทั้งหลาย คุณประกันชีวิตเขาไว้หรือยัง?”
• “
คุณจะวางมือจากธุรกิจเพื่อไปพักผ่อนสักเดือนหนึ่งก็ยังไม่ได้เลย แล้วธุรกิจจะอยู่รอดได้หรือ ถ้าคุณต้องวางมือไปอย่างถาวร?”

2.ห้างหุ้นส่วน(Partnership)

คนหลายคนจับมือกันทำธุรกิจเพื่อได้กำไรร่วมกัน สามารถจัดตั้งเป็นห้างหุ้นส่วนได้
ข้อดี มีแหล่งทรัพยากรในการทำธุรกิจเพิ่มขึ้น และกำไรที่ได้ก็แบ่งกันในหมู่หุ้นส่วนเท่านั้น
ข้อเสีย ถ้าไม่มีการตกลงเตรียมการกันไว้ก่อน ห้างหุ้นส่วนอาจจะถึงจุดจบเมื่อหุ้นส่วนคนใดคนหนึ่งเสียชีวิต

กรณีที่กิจการมีหนี้สิน หุ้นส่วนทุกคนก็ต้องรับภาระหนี้ไปด้วย แม้เมื่อเสียชีวิตแล้ว ทรัพย์มรดกของเขาก็อาจต้องนำมาชำระหนี้ด้วย บางครั้งเจ้าหนี้ของหุ้นส่วนคนใดคนหนึ่ง อาจจะเข้ามายึดเอาผลประโยชน์ในห้างหุ้นส่วนตามที่เขาเป็นหนี้อยู่ก็ได้

ข้อคิดสำหรับห้างหุ้นส่วน
• “
การตายไม่ใช่ปัญหา คนที่ต้องอยู่ต่อไปนี่สิมีปัญหา
• “
เมื่อต้องจากไปก่อน คุณคงเอาธุรกิจติดตัวไปไม่ได้ ทำไมไม่ทำให้ง่ายสำหรับคนที่ต้องดูแลมันต่อไป
• “
คำจารึกบนหลุมศพ ธุรกิจของฉันยังมีเงินสดเต็มมือ แม้ว่าฉันจะจากไปแล้ว เพราะฉันเติมเงินลงไปอีกเป็นล้าน เมื่อฉันจากไป
• “
ตัวคุณมีค่านับล้านเมื่อยังมีชีวิตอยู่ แล้วเมื่อจากไปล่ะ มีค่าสักเท่าไร?”

3.บริษัท(Corporation or Company)

บริษัทเป็นองค์กรตามกฎหมายที่การดำรงอยู่ของมันเป็นอิสระจากบุคคลที่ก่อตั้งมันขึ้นมา พูดง่ายๆ ก็คือเป็นกิจการนิติบุคคลที่เป็นเอกเทศ
ข้อดี ก็คือ ถ้าเป็นบริษัทมหาชนก็จะมีแหล่งทรัพยากรไม่จำกัด เพราะสามารถระดมทุนด้วยการออกหุ้นใหม่ได้เสมอ
ในทางกฎหมายแล้ว การตายของเจ้าของคนใดก็ตามไม่มีผลต่อการคงอยู่ของบริษัทหุ้นของบริษัทสามารถ เปลี่ยนมือได้ง่ายโดยการโอน หุ้นและหนี้สินของผู้ถือหุ้นก็จำกัดอยู่แค่ไม่เกินเงินที่ลงทุนซื้อหุ้นไป ในกรณีที่บริษัทจัดตั้งขึ้นโดยบุคคลที่ใกล้ชิดกัน เจ้าของสามารถทำงานให้บริษัทโดยได้รับเงินเดือนและสวัสดิการต่างๆ
ข้อเสีย ก็คือ ไม่สามารถเก็บความลับของธุรกิจได้ เพราะจะต้องรายงานฐานะการเงินของบริษัทและเปิดเผยต่อสาธารณชน ในทางปฏิบัติ สถาบันการเงิน และเจ้าหนี้รายใหม่ มักต้องการให้เจ้าของบริษัทใช้ฐานะส่วนตัวในการค้ำประกันสินเชื่อ ซึ่งทำให้หนี้สินที่ว่าจำกัดแค่ทุนที่ลงไป กลายเป็นไม่จำกัดไปอีกการที่หุ้นเปลี่ยนมือได้ง่ายอาจทำให้ผู้ถือหุ้นบาง ส่วนโอนหุ้นไปให้คู่แข่งที่เป็นปรปักษ์กันได้


ข้อคิดสำหรับเจ้าของบริษัท

  • สภาพคล่อง(Liquidity) - “คุณมีสินทรัพย์ (Assets) จำนวนมาก แต่ค่าใช้จ่ายต่างๆต้องจ่ายเป็นเงินสด คุณมีเงินสดพอหรือไม่?”
  • ข้อตกลงแบบ WIN-WIN – “คุณจ้างเสมียนเดือนละ 7,000 – 8,000 บาท เพียงเพื่อให้มาพิมพ์จดหมายให้คุณ ด้วยเงินจำนวนเดียวกันนี้ถ้าจ่ายให้ผม ผมสามารถรับรองว่าจะจ่ายเงิน 2 ล้านบาทในกรณีที่คุณจากไปก่อน หรือ ทุพพลภาพ แต่ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมจะคืนเงินทั้งหมดให้เมื่อคุณเกษียณอายุ
  • บริษัทจำกัดแต่หนี้สินไม่จำกัด – “กิจการของคุณเป็นบริษัทจำกัด (Limited Company) แต่การที่คุณเซ็นค้ำประกันสินเชื่อของบริษัทก็เท่ากับคุณเอาสินทรัพย์ส่วน ตัวทั้งหมด มาค้ำประกันหนี้สินด้วย


แนวคิดการวางแผนเกี่ยวกับการประกันธุรกิจ


แนวคิดที่ 1 ขายธุรกิจซะ ถ้าหุ้นส่วนเสียชีวิตจะดีไหม?


เมื่อตกลงขายธุรกิจก็ต้องสำรวจทรัพย์สินและหนี้สินของกิจการ ถ้าผลที่ออกมาเป็นดังนี้

มูลค่าสินทรัพย์ หนี้สิน
5
ล้านบาท 10 ล้านบาท

ขายแล้วก็ยังเป็นหนี้อีก 5 ล้านบาท

เห็นไหมครับว่าการขายธุรกิจไม่ได้แก้ปัญหาเสมอไป การมีประกันชีวิตหุ้นส่วนอย่างเพียงพอต่างหากที่รับรองว่าจะจ่ายเงินก้อน ใหญ่เพื่อแก้ปัญหาได้


แนวคิดที่ 2 สิ่งที่ขาดหายไป

ในสัญญาซื้อ - ขาย หุ้นของคุณมีสาระสำคัญที่ขาดหายไปหรือเปล่า?
สัญญาบอกไหมว่าถ้าหุ้นส่วนของคุณเกิดทุพพลภาพเป็นเวลานานจะทำอย่างไร? และถ้าเขาทุพพลภาพโดยสิ้นเชิงถาวรล่ะ? เมื่อเหตุการณ์เช่นว่านั้นเกิดขึ้น มีคำถามสำคัญอยู่ 5 ข้อ
1.
คุณเต็มใจที่จะทำงานทั้งหมดเพื่อส่วนแบ่งกำไรเพียงครึ่งเดียวใช่ไหม? ถ้าใช่ นานเท่าไร?
2.
หุ้นส่วนที่ทุพพลภาพได้รับเงินเดือนเท่าไร? จะจ่ายให้เขาอีกนานเท่าไร?
3.
สัญญาระบุให้ซื้อหุ้น (จากหุ้นส่วนที่ทุพพลภาพ) เมื่อไร?
4.
คุณจะจ่ายผลประโยชน์ (ค่าหุ้น) ให้เขาเป็นมูลค่าเท่าไร?
5.
คุณจะเอาเงินจากไหนมาซื้อหุ้น (Buy – Out) จากหุ้นส่วน?

ถ้าสาระในสัญญาของคุณไม่สามารถตอบคำถาม 5 ข้อนี้ได้ ก็คงต้องทบทวนใหม่ เรามีแนวคิดที่จะแก้ปัญหาของคุณได้ สนใจไหมครับ?


แนวคิดที่ 3 ผู้บริหารของบริษัท

1.ในเหตุการณ์ปกติ ผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทมักเป็นผู้บริหารงานโดยได้รับเงินเดือน และสวัสดิการอย่างดี เช่น
เงินเดือนราว 200,000 – 300,000 บาท
รถยนต์ประจำตำแหน่ง
ค่ารับรอง และ ค่าใช้จ่ายต่างๆ
ลาพักร้อนไปต่างประเทศ โดยบริษัทออกเงินให้เขามีครอบครัวที่อบอุ่นและสมบูรณ์พูนสุข ชีวิตเป็นอย่างที่ฝัน
2.
ในทางปฏิบัติ บริษัทจำกัดที่ไม่ได้เป็นบริษัทมหาชน มักไม่ค่อยจ่ายปันผลมากนัก กำไรของบริษัทส่วนใหญ่นำไปลงทุนเพื่อขยายกิจการ
3.
เมื่อเขาจากไป ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นก็คือ
เงินเดือน และ สวัสดิการต่างๆหายวับไปกับตา
ครอบครัวที่เคยสมบูรณ์พูนสุข ขาดรายได้อย่างกะทันหัน
หุ้นของบริษัทที่เป็นมรดกตกทอด โดยไม่มีเงินปันผลและรายได้ในฐานะผู้บริหาร แทนจะกลายเป็นกระดาษที่ว่างเปล่า


แนวทางที่ 4 มูลค่าทางธุรกิจ 2 ชนิด

มูลค่าของธุรกิจขึ้นอยู่กับ 2 สิ่งคือ

1.เงินทำงาน
2.
คนทำงาน

ทั้ง 2 อย่างนี้ ล้วนมีมูลค่า แต่ก็อาจสูญเสียไปได้ และผลจากการสูญเสียนั้นรุนแรงทีเดียว
การสูญเสียเงินทุน นำไปสู่กำไรที่ลดลง แต่การสูญเสียคนที่มีความสามารถในการทำงาน นำไปสู่กำไรที่ลดลงมากกว่า และทำให้มูลค่าการลงทุนลดลงด้วย คุณควรประกันทั้ง 2 อย่างไว้ให้ดี


โดย สุรเทพ โลหิตกุล