9.4.53

พี แอล ลอว์ - กฎหมายใหม่ที่เอสเอ็มอีควรรู้ 3

ธุรกิจ : BizWeek(นสพ.กรุงเทพธุรกิจ)

วันที่ 9 พฤษภาคม 2552 00:0

พี แอล ลอว์ กฎหมายที่เอสเอ็มอีต้องระวัง

  • ภาพข่าว ภาพประกอบข่าวถึงแม้ว่าจะเห็นความสำคัญของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ที่มีต่อเอสเอ็มอีผู้ผลิตสินค้าออกสู่ตลาดทั้งหลาย แต่ผมก็ไม่คิดว่าจะต้องเขียนรายละเอียดให้กระจ่าง

  • ทำให้เนื้อหายืดยาวจนเป็นตอนที่ 3 แล้วครับ เพราะเมื่อยิ่งทำความเข้าใจกับเนื้อหาที่กฎหมายได้บัญญัติไว้ ก็อยากที่จะนำใจความสำคัญมาถ่ายทอดต่อให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบโดยรวมให้มากที่สุด

สำหรับท่านผู้อ่านที่ไม่ได้ติดตามในตอนที่ 1 และตอนที่ 2 ก็จะสามารถหาอ่านได้ในฉบับย้อนหลังจากเว็บไซต์ของ “กรุงเทพธุรกิจ Biz Week”

กล่าวโดยสรุป ในตอนที่ 1 ผมได้สรุปประเด็นที่เกี่ยวข้องกับคำอธิบายว่า “สินค้าที่ไม่ปลอดภัย” ตามกฎหมายมีลักษณะเป็นเช่นใด รวมไปถึงเจตนารมณ์ของกฎหมาย ส่วนในตอนที่ 2 ก็ได้ลงรายละเอียดเกี่ยวกับกลไกของกฎหมายและแนวทางที่เอสเอ็มอีควรระมัดระวังตัวเองไม่ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของผู้ที่อาจได้รับการฟ้องร้องตามกฎหมาย

รายละเอียดที่ผมคิดว่ายังเป็นเรื่องที่น่าสนใจที่เอสเอ็มอีหรือท่านผู้อ่านควรจะได้รับทราบต่อไปก็ยังมีอีก เช่น

ช่องทางหรือข้อต่อสู้ทางกฎหมายที่ “ผู้ประกอบการ” จะสามารถยกขึ้นต่อสู้ให้ตนเองพ้นจากความรับผิดไปได้ มีอยู่เพียง 3 ช่องทางเท่านั้น กล่าวคือ

1. ต่อสู้ว่า สินค้านั้น ไม่ได้เป็น “สินค้าที่ไม่ปลอดภัย” เช่น ได้มีการจัดทำคู่มือระบุวิธีการใช้งานที่ชัดเจนแล้ว แต่ผู้ใช้ไม่ได้อ่านคู่มือก่อนใช้งาน เป็นต้น หรือ

2. ต่อสู้ว่า ผู้เสียหายได้รู้อยู่แล้วว่า สินค้านั้นเป็น “สินค้าที่ไม่ปลอดภัย” แต่เป็นการสมัครใจเข้ารับความเสี่ยงเอง หรือ

3. ต่อสู้ว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้น เกิดจากการใช้ การเก็บรักษา คำเตือน หรือข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าที่ผู้ประกอบการได้กำหนดไว้อย่างถูกต้องและชัดเจนตามสมควรแล้ว

นอกจากนี้ กฎหมายฉบับนี้ยังกำหนดไว้ว่า ในกรณีที่ ผู้บริโภคกับผู้ประกอบการ ได้มีการทำข้อตกลงกันไว้ล่วงหน้าก่อนเกิดความเสียหาย ผู้บริโภคหรือผู้มีสิทธิฟ้องคดีแทน จะไม่สามารถนำมาเป็นข้อยกเว้นหรือเป็นข้อจำกัดความรับผิดของผู้ประกอบการได้

แสดงว่าสัญญาหรือข้อตกลงต่างๆ ไม่อาจนำมาลบล้างความผิดของผู้ประกอบการได้เพราะกฎหมายไม่ให้ถือเป็นข้อยกเว้นความผิดที่ผู้ประกอบการจงใจหรือละเลยเลินเล่อทำให้เกิดสินค้าที่ไม่ปลอดภัย

ส่วนศาลที่พิจารณาคดีนี้ มีอำนาจมากกว่าคดีทั่วๆ ไป เช่น

ศาลมีอำนาจกำหนดค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายต่อจิตใจ อันเป็นผลเนื่องมาจากความเสียหายต่อร่างกาย สุขภาพ หรืออนามัยของผู้เสียหายได้

หากผู้เสียหายถึงแก่ความตาย สามี ภริยา บุพการี หรือผู้สืบสันดานของบุคคลนั้น มีสิทธิได้รับค่าชดเชยความเสียหายต่อจิตใจ

หรือถ้า “ผู้ประกอบการ” รู้อยู่แล้วว่า สินค้านั้นเป็น “สินค้าที่ไม่ปลอดภัย” หรือความไม่รู้ซึ่งเกิดจากการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หรือ เมื่อได้รู้แล้วไม่ได้มีการดำเนินการใดๆ ตามสมควรเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายเหล่านี้ ศาลมีอำนาจสั่งให้ “ผู้ประกอบการ” จ่ายสินไหมทดแทนเพิ่มขึ้น แต่ไม่เกิน 2 เท่าของสินไหมทดแทนที่แท้จริง

ในส่วนของอายุความดำเนินคดีตามกฎหมายฉบับนี้คือ 3 ปี นับจากวันที่รู้ถึงความเสียหายและรู้ตัว “ผู้ประกอบการ” แต่ต้องไม่เกิน 10 ปีนับแต่วันขายสินค้าให้ผู้บริโภค หรือนับแต่วันรู้ถึงความเสียหาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ความเสียหายเกิดต่อชีวิต ร่างกาย สุขภาพ อนามัย จากผลของสารที่สะสมอยู่ในร่างกายหรือต้องใช้เวลาในการแสดงอาการความเสียหาย

หากมีการเจรจาความเสียหาย การนับอายุความจะหยุดลง ไม่นับต่อ จนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะแจ้งบอกเลิกการเจรจา อายุความค่อยกลับมาเริ่มนับต่อ (ไม่ใช่นับใหม่) ดังนั้นการใช้วิธีเจรจาเพื่อยื้อเวลาให้หมดอายุความ จึงทำไม่ได้

ส่วนในเรื่องของโทษที่ผู้ประกอบการที่มีความผิดจะได้รับ ก็คือค่าชดเชยความเสียหายในระดับต่างๆ ได้แก่

1. ค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

2. ค่าเสียหายต่อจิตใจของผู้เสียหาย (หากผู้เสียหายตาย สามี ภริยา บุพการี หรือผู้สืบสันดานมีสิทธิรับแทนได้) และ

3. ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการลงโทษ

ในการทำธุรกิจในยุคที่เรื่องของการคุ้มครองผู้บริโภคได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายค่อนข้างสูง ผู้ประกอบการโดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอาจต้องทำธุรกิจด้วยความรอบคอบและระมัดระวังมากยิ่งขึ้น และมุ่งเน้นไปที่การรักษาคุณภาพของสินค้าและการยึดเอาความปลอดภัยและการสนองความต้องการของผู้บริโภคให้มากยิ่งขึ้น

วิธีแก้ไข ป้องกัน และการบริหารความเสี่ยงของธุรกิจที่อาจเกิดขึ้นจากความรับผิดต่อความเสียหายจากสินค้า ที่เป็นผลพวงติดตามมาจากกฎหมาย พี แอล ลอว์ ดังกล่าวนี้ทำให้เกิดธุรกิจการประกันภัยความเสี่ยงที่ผู้ประกอบการจะได้รับ โดยการซื้อกรมธรรม์ประกันความเสียงไว้

โดยทั่วไปแล้ว ผู้ประกอบการอาจซื้อความคุ้มครองเพื่อโอนรับความเสี่ยงในกรณี ความสูญเสียต่อชีวิต ร่างกาย สุขภาพและอนามัยของผู้เสียหาย ความเสียหายต่อทรัพย์สินของผู้เสียหาย หรือค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดี เป็นต้น

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังอาจพิจารณาซื้อความคุ้มครองเพิ่มเติมสำหรับค่าสินไหมที่ถูกศาลสั่งให้จ่าย รวมไปถึงการคุ้มครองความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในต่างประเทศได้อีกด้วย

จากบทความต่อเนื่องทั้ง 3 ตอนนี้ ผมคิดว่าคงจะช่วยให้บรรดาเอสเอ็มอีและท่านผู้อ่านได้เข้าใจถึงหลักการและการบังคับใช้กฎหมายธุรกิจฉบับใหม่นี้เพิ่มเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างภูมิคุ้มกันวิธีใดวิธีหนึ่งให้กับกิจการของท่านได้ต่อไป

สนใจทำประกันหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับProductsLiabilityInsurance-ประกันภัยความรับผิดต่อผลิตภัณฑ์:กรุณาติดต่อ คุณ เทพฤทธิ์ คลกลาง 089 173 1009 หรือ email:info@dreamsprotector.com หรือ billionaire0891731009@gmail.com ครับ

ดาวน์โหลดฟอร์ม>Application form