9.4.53

พี แอล ลอว์ - กฎหมายใหม่ที่เอสเอ็มอีควรรู้2

ธุรกิจ : BizWeek(นสพ.กรุงเทพธุรกิจ)ธุรกิจ : SMEs

วันที่ 3 พฤษภาคม 2552 00:00

เตรียมรับมือ กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคฉบับใหม่


กฎหมายฉบับที่ผมกล่าวถึงในตอนนี้นี้ คือ "พ.ร.บ. ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. 2551"

หรือที่มักเรียกกันสั้นๆ เป็นสากลทั่วโลกว่า PL Law (Product Liability Law)

ท่านผู้อ่านที่ติดตามคอลัมน์ของผมในสัปดาห์ที่ผ่านมา คงจะรับทราบแล้วว่า กฎหมายใหม่ฉบับนี้มีผลเริ่มบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2552 เป็นต้นมา

โดยเจตนารมณ์ของกฎหมายนี้ มีเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคหรือผู้ที่ใช้สินค้าที่ได้รับ “ความเสียหาย” จากสินค้าที่ไม่ปลอดภัยเป็นการเฉพาะ

หากผู้บริโภคผู้ใดที่ได้รับสิทธิหรือประโยชน์ตามกฎหมายอื่น ที่มากไปกว่าสิทธิหรือประโยชน์ที่กำหนดไว้โดยกฎหมายฉบับนี้ ก็ให้ผู้บริโภคได้รับสิทธิหรือประโยชน์ตามกฎหมายอื่นที่มากกว่านั้นต่อไป

สำหรับความหมายของคำว่า “สินค้าที่ไม่ปลอดภัย” นั้น ผมได้สาธยายไปโดยละเอียดแล้ว และท่านผู้อ่านสามารถติดตามไปอ่านฉบับย้อนหลังจากเว็บไซต์ของ “กรุงเทพธุรกิจ Biz Week” ได้ตามอัธยาศัย ครับ

เอสเอ็มอีที่เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าออกสู่ท้องตลาด ร้อยทั้งร้อยจะต้องเข้าข่ายรับผิดชอบตามกฎหมายฉบับนี้แน่นอน ดังนั้น หากท่านเป็นเอสเอ็มอีที่เป็นผู้ผลิตสินค้าควรให้ความสนใจในรายละเอียดของกฎหมายใหม่ฉบับนี้เพื่อเป็นการคุ้มครองธุรกิจของท่านเอง

ไม่ให้ต้องเพลี่ยงพล้ำเป็นจำเลยหรือตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาตามนัยของกฎหมาย

หากทำธุรกิจโดยไม่สนใจขอบเขตข้อบังคับทางกฎหมาย วันดีคืนดีกฎหมายอาจย้อนกลับมาทำให้ธุรกิจของท่านได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงก็เป็นได้

กฎหมายฉบับนี้ มีส่วนประกอบหรือองค์ประกอบที่สำคัญ 3 ส่วน ได้แก่ “ผู้ประกอบการ” “สินค้าที่ไม่ปลอดภัย” และ “ผู้บริโภค” ตามลำดับ

เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ “ผู้บริโภค” ได้ซื้อหาหรือบริโภค “สินค้าที่ไม่ปลอดภัย” จนทำให้ผู้บริโภคได้รับ “ความเสียหาย”แล้ว กฎหมายฉบับนี้จะเริ่มบทบาทที่จะคุ้มครองสิทธิและประโยชน์ของผู้บริโภคทันที

“ความเสียหาย” ที่กฎหมายฉบับนี้ให้ความคุ้มครอง ได้แก่ “ความเสียหาย” ที่ผู้บริโภคได้รับเนื่องจากการบริโภคหรือใช้งานสินค้านั้น ไม่ว่าจะเป็นความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย สุขภาพ อนามัย จิตใจ หรือ ทรัพย์สิน

โดยที่ตีความต่อถึง “ความเสียหายทางจิตใจ” ว่า หมายถึง ความเจ็บปวด ความทุกข์ทรมาน ความวิตกกังวล ความเศร้าโศกเสียใจ ความอับอาย หรือความเสียหายต่อจิตใจอย่างอื่นที่มีลักษณะทำนองเดียวกัน

ซึ่งจะเห็นได้ว่า เป็นการครอบคลุม “ความเสียหาย” ที่มีขอบข่ายกว้างขวางพอสมควรเลยทีเดียว

ส่วนกลไกความคุ้มครองของกฎหมาย พี แอล ของไทย มีการทำงานดังนี้ครับ

1. “ผู้ประกอบการ” ทุกๆ คน จะต้องร่วมกันรับผิดต่อผู้เสียหายหากความเสียหายนั้นเกิดจากการบริโภค “สินค้าที่ไม่ปลอดภัย”

คำว่า “ผู้ประกอบการทุกคน” ในที่นี้ หมายถึงบุคคลต่างๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำ “สินค้าที่ไม่ปลอดภัย” นั้นไปสู่ผู้บริโภค ซึ่งอาจได้แก่...

๐ ผู้ผลิตสินค้า รวมถึงผู้รับจ้างผลิต หรือ ผู้ผลิตชิ้นส่วน

๐ ผู้ว่าจ้างให้ผลิต

๐ ผู้นำเข้า

๐ ผู้ขาย (ในกรณีที่ผู้ขายไม่สามารถระบุผู้ผลิต ผู้ว่าจ้างให้ผลิต หรือ ผู้นำเข้าได้)

๐ ผู้ซึ่งใช้ชื่อ ชื่อทางการค้า เครื่องหมายการค้า เครื่องหมาย ข้อความ หรือ การแสดงด้วยวิธีใดๆ อันมีลักษณะที่จะทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นผู้ผลิต ผู้ว่าจ้างให้ผลิต หรือ ผู้นำเข้า

ลองอ่านและทบทวนดูตามวรรคข้างบนอีกครั้งนะครับว่า ท่านเองอาจจะตกอยู่ในข่ายของคำว่า “ผู้ประกอบการ” ทุกๆ คน หรือไม่???

ดูคร่าวๆ แล้วก็จะเห็นว่า มีหวังจะต้องโดนกันเป็นระนาวหรือโดนทั้งยวงเป็นแน่แท้

เราเองอยู่ในขั้นตอนไหนหรือวงจรไหนของการนำสินค้าเข้าถึงมือผู้บริโภค ก็ต้องเตรียมศึกษาระวังตัวไม่ให้ต้องกลายเป็นผู้รับผิดตามกฎหมายนี้ให้ดีก็แล้วกัน

2. “ผู้เสียหาย” หรือ “ผู้บริโภค” ที่คิดว่าตนได้รับความเสียหาย มีหน้าที่พิสูจน์เพียงว่าตนเองได้รับความเสียหายจากสินค้านั้นๆ โดยที่มีการใช้งาน การเก็บรักษา เป็นไปตามปกติธรรมดา โดยผู้เสียหาย ไม่ต้องพิสูจน์ว่าได้รับความเสียหายจากผู้ประกอบการผู้ใด

ไม่จำเป็นที่จะต้องไปชี้ว่า ใครเป็นเจ้าของหรือควรเป็นผู้รับผิดชอบในการนำสินค้าที่ไม่ปลอดภัยสู่มือผู้บริโภคในตลาด

3. ถึงแม้ว่าผู้เสียหายจะไม่ฟ้องคดี คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สมาคม มูลนิธิ ซึ่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคให้การรับรองตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค มีอำนาจที่จะฟ้องคดีเรียกค่าเสียหายแทนผู้เสียหายก็ได้

แสดงว่า หากผู้เสียหายไม่เอาเรื่อง ก็ยังจะมีหน่วยงานทางสังคมทำหน้าที่แทนได้เพื่อปกป้องสังคมหรือผู้บริโภคอื่นๆ จากการผลิตสินค้าที่ไม่ปลอดภัย

4. ผู้ผลิตตามคำสั่งของผู้ว่าจ้างผลิต จะหลุดพ้นจากความรับผิดก็ต่อเมื่อพิสูจน์ได้ว่า ความไม่ปลอดภัยของสินค้านั้น เกิดจากการออกแบบของผู้ว่าจ้างหรือตามคำสั่งของผู้ว่าจ้าง โดยที่ผู้ผลิตไม่ได้คาดเห็น หรือไม่ควรที่จะได้คาดเห็นถึงความไม่ปลอดภัยนั้น

5. ผู้ผลิตส่วนประกอบของสินค้า จะพ้นจากความรับผิดก็ต่อเมื่อพิสูจน์ได้ว่า ความไม่ปลอดภัยของสินค้า เกิดจากการออกแบบ หรือการประกอบ หรือการกำหนดวิธีใช้ วิธีเก็บรักษา คำเตือน หรือการให้ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าของผู้ผลิตสินค้านั้น

ข้อ 4 และ ข้อ 5 เป็นแนวทางการต่อสู้ของ ผู้ผลิตตามคำสั่ง และ ผู้ผลิตส่วนประกอบของสินค้า ที่จะต้องพิสูจน์เพื่อให้ตนเองหลุดจากร่างแหได้

สงสัยจะต้องนำส่วนที่เหลือไปว่ากันต่อในสัปดาห์ต่อไปเสียแล้วครับ ด้วยเนื้อที่อันจำกัด

สนใจทำประกันหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ProductsLiabilityInsurance-ประกันภัยความรับผิดต่อผลิตภัณฑ์:กรุณาติดต่อ คุณ เทพฤทธิ์ คลกลาง 089 173 1009 หรือ email:info@dreamsprotector.com หรือ billionaire0891731009@gmail.com ครับ

ดาวน์โหลดฟอร์ม>Application form