9.4.53

พี แอล ลอว์ - กฎหมายใหม่ที่เอสเอ็มอีควรรู้1

ธุรกิจ : BizWeek(นสพ.กรุงเทพธุรกิจ)

วันที่ 26 เมษายน 2552 00:0

โดย : เรวัต ตันตยานนท์


เริ่มมาแล้วครับ ตั้งแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2552 ที่เอสเอ็มอีทั้งหลายต้องรับทราบว่า ประเทศไทยมีกฎหมายใหม่ที่ชื่อ "พี แอล ลอว์"

กฎหมายนี้กำหนดให้สินค้าต่างๆ ที่ขายให้กับผู้บริโภคแล้ว ทำให้เกิดความเสียหายใดๆ ขึ้นต่อผู้ใช้สินค้า ผู้บริโภคหรือผู้ใช้สินค้านั้นๆ จะได้รับการคุ้มครองความเสียหายตามที่กฎหมายกำหนด

ไม่มีใครสามารถอ้างได้ว่าไม่รู้กฎหมาย แม้จะคิดว่าเราเป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ทำธุรกิจเล็กๆ เท่านั้น เอสเอ็มอีทุกท่านก็ไม่มีสิทธิอ้างได้ว่า ...ไม่รู้กฎหมาย

ดังนั้น จึงไม่เป็นเรื่องที่มากเกินไปเลยที่เอสเอ็มอีควรจะต้องเตรียมตัวเองเพื่อให้เข้าใจในกฎหมายใหม่ๆ ที่อาจมีผลต่อการทำธุรกิจของตัวเอง

กฎหมายฉบับนี้ มีชื่อเต็มๆ เรียกเป็นทางการว่า “พรบ. ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. 2551” ซึ่งเทียบได้กับกฎหมายที่บังคับใช้ในนานาอารยะประเภทที่นักธุรกิจรู้จักกันดีในนามของ Product Liability Law หรือมักเรียกกันสั้นๆ เป็นที่รู้กันว่า PL Law

และเพื่อให้นักธุรกิจและผู้ประกอบการไทยทั้งหลายมีการเตรียมพร้อมที่จะปรับตัวรับกับกฎหมายฉบับนี้ จึงมีบทเฉพาะกาลกำหนดให้กฎหมายเริ่มมีผลบังคับใช้อีก 1 ปี หลังการประกาศในราชกิจจานุเบกษา

กฎหมายนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2551 ดังนั้น จึงเริ่มมีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายตั้งแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2552 เป็นต้นไป

เราลองมาทำความเข้าใจดูว่า กฎหมายใหม่ฉบับนี้ จะมีผลกระทบต่อเอสเอ็มอีโดยทั่วไปอย่างไรบ้าง

.... ธุรกิจของใครบ้างที่จะต้องเข้าข่าย หรือ ธุรกิจของใครบ้างที่ยกเว้นไม่เข้าข่าย

ผมขอเริ่มจากจุดมุ่งหมายที่เป็นหัวใจสำคัญ คือ เรื่องของ “สินค้าที่ไม่ปลอดภัย” ซึ่งกฎหมายได้กำหนดไว้ว่า “สินค้าที่ไม่ปลอดภัย” นั้น จะหมายถึง...

“สินค้าที่ก่อหรืออาจก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุจากความบกพร่องในการผลิต หรือการออกแบบ หรือไม่ได้กำหนดวิธีใช้ วิธีเก็บรักษา คำเตือน หรือข้อมูลเกี่ยวกับสินค้า หรือกำหนดไว้แต่ไม่ถูกต้องหรือไม่ชัดเจนตามสมควร ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงสภาพของสินค้า รวมทั้งลักษณะการใช้งาน และการเก็บรักษาตามปกติธรรมดาของสินค้าอันพึงคาดหมายได้”

อย่างว่าละครับ ภาษากฎหมายก็คือภาษากฎหมาย ที่ชาวบ้านอ่านแล้วไม่ค่อยจะรู้เรื่อง อ่านแล้วก็อาจจะยังงงๆ อยู่

ถอดความกฎหมายให้เป็นภาษาง่ายๆ ได้ว่า สินค้าที่ท่านเอสเอ็มอีทั้งหลายได้ผลิตขึ้นเพื่อจำหน่ายให้กับลูกค้าหรือผู้บริโภคทั่วๆ ไปนั้น จะถือว่าเป็น “สินค้าที่ไม่ปลอดภัย” ทันที หากว่า

1. สินค้าที่ท่านผลิตขึ้นมาจำหน่าย ทำให้เกิด “ความเสียหาย” ต่อผู้บริโภค หรือ

2. สินค้าที่ท่านผลิตขึ้นมาจำหน่าย “อาจ” ทำให้เกิด “ความเสียหาย” ต่อผู้บริโภค

แต่อย่างไรก็ตาม “ความเสียหาย” ที่เกิดต่อผู้บริโภคหรือผู้ใช้สินค้าของท่านนั้น ไม่ใช่จะเป็นความเสียหายในทุกๆ เรื่อง เนื่องจากกฎหมายได้กำหนด ต่อไปว่า ความเสียหายที่ผู้บริโภคจะฟ้องร้องต่อท่านในฐานะผู้ผลิตสินค้าได้นั้น จะต้องเป็น “ความเสียหาย” ที่เกิดจากเหตุใดเหตุหนึ่งดังต่อไปนี้เท่านั้น ได้แก่

1. เกิดจากความบกพร่องของท่านในการผลิตสินค้า หรือ

2. เกิดจากความบกพร่องของท่านในการออกแบบสินค้า หรือ

3. เกิดจากการที่ท่านไม่ได้กำหนดไว้ในคู่มือการใช้งานสินค้า หรือ

4. เกิดจากการที่ท่านไม่ได้แจ้งหรือกำหนดวิธีเก็บรักษาสินค้า หรือ

5. เกิดจากการที่ท่านไม่ได้ให้คำเตือนเกี่ยวกับสินค้าหรือวิธีใช้ไว้ หรือ

6. ถึงแม้ว่าจะกำหนดหรือแจ้งไว้หมดแต่ข้อความหรือข้อมูลที่กำหนดไว้ไม่ชัดเจนพอหรือไม่ชัดเจนตามสมควร

วิเคราะห์ดูแล้วก็จะพบว่า เป็นเหตุที่ค่อนข้างครอบจักรวาลจริงๆ สำหรับเอสเอ็มอีที่เป็นผู้ผลิตสินค้าที่จะมีโอกาสตกเป็นเป้าของการเป็นผู้ผลิต “สินค้าที่ไม่ปลอดภัย” สำหรับผู้บริโภค

ท่านเอสเอ็มอีที่เป็นผู้ผลิตสินค้าและได้มีโอกาสอ่านบทความของผมนี้ ท่านจะต้องรีบกลับไปสำรวจธุรกิจและตัวสินค้าที่ท่านผลิตขึ้นมาแล้วว่า กระบวนการผลิตของท่านอาจจะทำให้เกิดความบกพร่องในตัวสินค้าอันจะเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายต่อผู้บริโภคหรือไม่

มีช่องโหว่ใดบ้างที่ผู้บริโภคอาจร้องเรียนว่าเกิดความเสียหายขึ้นจากความบกพร่องในการผลิตสินค้าของท่าน

รวมไปถึงการออกแบบสินค้าที่อาจทำให้เกิดการบกพร่อง

ท่านมีคู่มือการใช้งาน วิธีการเก็บรักษา คำเตือนเกี่ยวกับการใช้งาน ที่มีความชัดเจน ถูกต้อง เพียงพอที่จะไม่ให้ผู้หนึ่งผู้ใดมาอ้างว่าข้อมูลที่ท่านแจ้งไปกับตัวสินค้านั้น ยังไม่ชัดเจนพอจนทำให้เขาเกิด “ความเสียหาย” ขึ้นได้

การทำธุรกิจในยุคสมัยที่เอสเอ็มอีจะต้องใส่ใจกับการส่งมอบสินค้าที่มีคุณภาพจริงๆ ไปถึงมือผู้บริโภคตั้งแต่นี้ต่อไปจะไม่ใช่เรื่องที่เอสเอ็มอีแต่ละคนถือว่าเป็นอาสาสมัครที่ตนเองอยากทำ แต่จะกลายเป็นเรื่องที่เอสเอ็มอีจำเป็นจะต้องทำเพื่อให้ถูกต้องตามกฎหมายและป้องกันธุรกิจของตนจากการฟ้องร้องหรือร้องเรียนที่ผู้ผลิตจะต้องร่วมรับผิดชอบตามที่กฎหมายกำหนด

มีเกร็ดเล็กๆ เล่าไว้ว่า ตามร่างเดิมของกฎหมายนี้ได้กำหนดรวมการ “บริการ” ไว้ด้วยเพื่อคุ้มครองผู้เสียหายจากงานบริการบางประเภท เช่น บริการศัลยกรรมเพื่อความงาม ฯลฯ แต่ผู้ร่างกฎหมายไม่สามารถแบ่งแยกงาน “บริการ” ได้อย่างชัดเจน เช่น งานบริการเกี่ยวกับการเงินการลงทุน ซึ่งผู้บริโภคต้องยอมรับความเสี่ยงเอง ทำให้ในที่สุดจะต้องตัดเรื่องงานบริการออกจากความคุ้มครองของกฎหมาย คงเหลือบังคับใช้แต่เฉพาะสินค้าที่ผลิตขึ้นมาจำหน่ายเท่านั้น

ในตอนต่อไป ผมจะนำเรื่องของความคุ้มครองของผู้บริโภคกับความรับผิดของผู้ผลิตมาเล่าให้ฟังต่อในรายละเอียด ครับ!!

สนใจทำประกันหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับProductsLiabilityInsurance-ประกันภัยความรับผิดต่อผลิตภัณฑ์:กรุณาติดต่อ คุณ เทพฤทธิ์ คลกลาง 089 173 1009 หรือ email:info@dreamsprotector.com หรือ billionaire0891731009@gmail.com ครับ

ดาวน์โหลดฟอร์ม>Application form