5.2.53

กรณีศึกษาเกี่ยวกับเหตุวินาศภัยและไฟไหม้


[ ฉบับที่ 788 ประจำวันที่ 28-4-2007 ถึง 1-5-2007 ]

พุทโธ่!ห้างเชียงรายทำประกันแค่2.5ล้าน

>เจ้าของเศรษฐี‘ตืด’หั่นแหลกทุนประกันได้ใจ 30 ปีไม่มีเคลม

กรมการประกันภัย - อุทาหรณ์ครั้งใหญ่ ไฟไหม้ห้าง “อภิพลาซ่า” วอดกว่า 100 ล้าน ตะลึง! ทำประกันแค่ 2.5 ล้านบาทเท่านั้น พิลึกซื้อประกันแอร์อุปกรณ์สำนักงานแต่ไม่ซื้อประกันตัวอาคาร “วิริยะฯ-สินมั่นคงฯ” ยิ้มควักจิ๊บจ๊อย แฉเจ้าของเป็นเศรษฐีแต่ขี้เหนียว กลัวจ่ายเบี้ยแพง ขอลดทุนทุกปี ล่าสุดต่อสัญญารอบใหม่เมื่อ 6 มีนาฯ หั่นทุน จาก 5 ล้านเหลือ 2 ล้าน ส่วนน้ำป่าถล่มน้ำตกมรณะที่ตรัง สยามซิตี้ฯจ่ายเร็วสุด พีเอนักเรียน 7 ฉบับวงเงิน 2.9 แสนบาท กรมฯคาดสินไหม 7 วันอันตรายแตะ 276 ล้าน

จากกรณีไฟไหม้ ห้างยักษ์ใหญ่ิ อภิพลาซ่า ็ในจังหวัดเชียงรายวอดทั้งห้างค่าเสียหายกว่า 100 ล้านบาทเมื่อคืนวันที่ 18 เมษายนที่ผ่านมา โดยคาดว่าสาเหตุเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร

ซึ่งการตรวจสอบการทำประกันภัยเบื้องต้น ห้างดังกล่าวซื้อประกันภัยไว้แค่ 5 ล้านบาทเท่านั้น อย่างไรก็ดี เมื่อตรวจสอบข้อมูลการทำประกันภัยอย่างละเอียด ทางกรมการประกันภัยรายงานว่า ห้างอภิพลาซ่าทำประกันภัยไว้ทั้งสิ้นเพียง 2. 5 ล้านบาทเท่านั้น เป็นการประกันภัยทรัพย์สินกับบริษัท สินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน) และบริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด บริษัทละ 1.25 ล้านบาท มีทั้งสิ้น 2 กรมธรรม์แบ่งเป็นประกันภัยเครื่องปรับอากาศ วงเงิน 1 ล้านบาทและประกันภัยอุปกรณ์เครื่องใช้สำนักงาน 1.5 ล้านบาท

เป็นที่สังเกตว่า ห้างดังกล่าวทำประกันภัยไว้ต่ำมากหากคิดเป็นสัดส่วนเพียงประมาณ 1 % ของมูลค่าความเสียหายทั้งหมดเท่านั้น อีกทั้งทางเจ้าของห้างคือนายบัณฑิต อภินิเวศ ไม่ได้ซื้อประกันภัยทรัพย์สินคุ้มครองตัวอาคารกรณีเกิดไฟไหม้หรือน้ำท่วมไว้ทั้งที่การประกันภัยทรัพย์สินทั่วไป จะต้องทำประกันคุ้มครองอาคารเป็นอย่างแรก

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายสุรินทร์ เหล่าสถิรวงศ์ ตัวแทนที่ดูแลการประกันภัยให้กับห้างดังกล่าว เปิดเผยิสยามธุรกิจิว่า เจ้าของห้างนี้ทำประกันมามานานแล้วประมาณ 30 ปีซึ่งการทำประกันภัยในปีแรกซื้อความคุ้มครองครบทุกด้านรวมถึงอาคาร วงเงิน 30 ล้านบาทหลังจากนั้นทยอยลดวงเงินประกันภัยมาตลอด โดยในช่วงหลังสุดเริ่มจากปี 2546 ขอลดวงเงินเหลือ 10 ล้านบาทพร้อมกับยกเลิกการทำประกันภัยบางประเภทออกไปปี 2547 ลดเหลือ 5 ล้านบาทจนมาถึงครั้งล่าสุดที่เพิ่งต่อสัญญารอบใหม่ไปเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2550 ขอลดทุนเหลือแค่ 2.5 ล้านบาท

เจ้าของเป็นเพื่อนกันเขาไม่เคยมีปัญหาเรื่องเงิน สาเหตุที่ขอลดมีอย่างเดียวคือไม่อยากจ่ายเบี้ยแพงเพราะเห็นว่าที่ผ่านมาไม่เคยเกิดเหตุ พอต่อสัญญาในปีนี้จึงขอลดวงเงินจาก 5 ล้านบาทเหลือแค่ครึ่งหนึ่งหรือ 2.5 ล้านบาท ประหยัดเงินได้ 8,000 บาทจากเดิมหากซื้อทุนประกัน 5 ล้านบาทก็ต้องจ่ายเบี้ย 16,000 บาท ทั้งที่เจ้าของเป็นเศรษฐีมีเงินเยอะมากเพราะห้างหลังนี้ก็สร้างด้วยเงินสดตัวเองไม่ได้ขอกู้เงินจากแบงก์เหมือนเ คสทั่วไป ตอนปีแรกๆที่ขอลดทุนลงผมก็พยายามพูด แต่ช่วงหลังไม่พูดแล้ว

อย่างไรก็ดี นายสุรินทร์กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างยื่นเอกสารประกอบการจ่ายค่าสินไหมทดแทนคาดว่า 10 กว่าวันน่าจะเคลียร์เสร็จใช้เวลาไม่นานเนื่องจากวงเงินประกันต่ำมากจึงไม่ต้องรอพิสูจน์สาเหตุการเกิดเพลิงไห ม้ ส่วนร้านค้าอื่นๆที่เช่าพื้นที่อยู่ในห้าง เบื้องต้นคาดว่าน่าจะซื้อประกันภัยไว้เช่นกัน

นอกจากเหตุเพลิงไหม้ข้างต้นแล้ว อุบัติเหตุครั้งใหญ่ที่ถือเป็นโศกนาฏกรรมที่น่าสลดใจที่สุดในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมาและเกิดไล่เลี่ยกับเ หตุเพลิงไหม้ดังกล่าวคือ น้ำป่าถล่ม 2 น้ำตกชื่อดังในจ.ตรังคือน้ำตกสายรุ้งและน้ำตกไพรสวรรค์ ซึ่งเป็นเหตุให้นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวต้องสังเวยชีวิตไปถึง 39 ศพ และมีครอบครัวหนึ่งตายยกครัวถึง 9 ศพเมื่อวันที่ 14 เมษายนที่ผ่านมานั้น

จากการตรวจสอบข้อมูลกับทางกรมการประกันภัยพบว่า ขณะนี้มีบริษัทประกันภัยทยอยแจ้งข้อมูลการทำประกันภัยแล้ว โดยบริษัท สยามซิตี้ประกันภัย จำกัด มีผู้เอาประกันภัยเสียชีวิต 7 ราย ซึ่งทั้ง 7 รายเป็นนักเรียนทั้งหมดทำประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล(พีเอ) ไว้ จำนวนเงินเอาประกันภัยรวม 290,000 บาท โดยบริษัทนัดจ่ายค่าสินไหมทดแทน ณ สำนักงานประกันภัยจังหวัดตรังเมื่อวันที่ 25 เมษายนที่ผ่านมา

บริษัท กรุงไทยแอกซ่าประกันชีวิต จำกัด จำนวน 1 ราย เป็นการประชีวิตกลุ่มลูกค้าสินเชื่อกรุงไทยธนวัฏ ทุนประกัน 100,000 บาท บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด จำนวน 1 ราย วงเงิน 100,000 บาท และบริษัท ไทยสมุทรประกันชีวิต จำกัด จำนวน 1 รายทุนประกัน 155,280 ล้านบาท ส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างตรวจสอบข้อมูล

สำหรับยอดอุบัติเหตุทางถนนในช่วง 7 วันอันตราย วันที่ 11-17 เมษายน ที่ผ่านมา นางจันทรา บูรณฤกษ์ อธิบดีกรมการประกันภัย เปิดเผยว่า ตามข้อมูลของศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนรายงานยอดผู้เสียชีวิต 361 ราย ลดลง 14 คนจาก 375 รายในปี 2549 และมีผู้บาดถึง 4,729 ราย เพิ่มขึ้น 79 รายจาก 4,805 รายในปี 2549 โดยจังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุด 3 อันดับแรกคือ ขอนแก่น จำนวน 16 คน นครพนม 15 คนและเชียงใหม่ 13 คน ขณะที่จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสูงสุด 3 อันดับแรกคือ เชียงราย 167 คน นครศรีธรรมราช 157 คนและอุดรธานี 145 คน

โดยค่าสินไหมทดแทนทั้งหมดคาดว่าน่าจะอยู่ประมาณ 276,350,000 บาท แบ่งเป็นค่าเสียหายเบื้องต้นแยกเป็นกรณีเสียชีวิต 12,635,000 บาท บาดเจ็บ 72,075,000 บาท รวมเป็น 84,710,000 บาท และค่าเสียหายเต็มจำนวนกรณีเสียชีวิต 36,100,000 บาท และบาดเจ็บ 240,250,000 บา