20.2.53

'หลอดเลือดสมองแตก-อุดตัน'อันตรายอันดับหนึ่งหญิงไทย?!!

อันตรายอันดับหนึ่งหญิงไทย?!!

โรคหลอดเลือดสมองไม่มีอาการแสดงให้เห็นในระยะแรก แต่จะแสดงอาการอย่างเฉียบพลันในช่วงเวลาความเป็นและความตาย หากรักษาทันสามารถกลับไปเป็นดังเดิมได้ แต่ถ้ารักษาไม่ทันจะเป็นอัมพฤกษ์-อัมพาต หรือเสียชีวิต!!

สำหรับคนไทยจากการศึกษาภาวะโรคและการบาดเจ็บของประชากรปี 2547 พบว่า โรคหลอดเลือดสมองเป็นสาเหตุอันดับแรกที่ทำให้หญิงไทยเสียชีวิต ส่วนผู้ชายมีอัตราการเสียชีวิตเป็นอันดับสองรองจากโรคเอดส์ ที่เป็นอันดับหนึ่ง และในอีก 10 ปีข้างหน้าคาดว่า จะมีการสูญเสียผลผลิตมวลรวม (จีดีพี) 10-20 จากผลกระทบของโรคนี้

นพ.สุรัตน์ บุญญะการกุล หัวหน้าศูนย์สมองและไขสันหลัง รพ.พญาไท 1 กล่าวว่า ขณะนี้คนไทยมีอาการป่วยด้วยโรคหลอดเลือดในสมองมากขึ้น เห็นได้จากในแต่ละเดือนมีคนไข้เข้ามารักษา 30-50 คน เนื่องจากประชากรมีการบริโภคและใช้ชีวิตเสี่ยงต่อโรคนี้อย่างมาก เช่น ทานอาหารที่มีไขมันสูง ไม่ออกกำลังกาย ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ เป็นที่มาของโรคเบาหวาน ความดัน ไขมันในเลือดสูง นำไปสู่ การเป็นโรคหลอดเลือดในสมอง โดยเฉพาะ ในกลุ่มผู้มีอายุ 45 ปีขึ้นไปมีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคนี้มากกว่าช่วงวัยอื่น

โรคหลอดเลือดสมองเกิดจากความผิดปกติ 2 กรณีคือ หลอดเลือดสมองอุดตัน และหลอดเลือดสมองแตก ทำให้สมองหยุดทำงานไปอย่างเฉียบพลัน จากการที่สมองไม่มีเลือดไปเลี้ยงหรือมีเลือดออกแทรก ทับในเนื้อสมอง ซึ่ง 70% ของหลอดเลือดสมองมีเลือดไป เลี้ยงไม่เพียงพอ เกิดจาก 1.การ อุดตันของหลอดเลือดจากการ เสื่อมหรือการแข็งตัวของหลอดเลือด 2.ก้อนเลือดจากหัวใจหรือตะกอนเลือดจากผนังหลอดเลือดแดงที่คอด้านหน้าหลุดเข้าไปอุดตันหลอดเลือดในสมอง 3.ความดันเลือดลดลงมาก จนไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ส่วนอีก 30% เกิดจากเลือดออก ในเนื้อสมอง และเลือดออกที่ ผิวสมอง

“อาการเฉียบพลันของโรคหลอดเลือดในสมองมีอาการปากเบี้ยวพูดไม่ชัด เบื้องต้นลองให้คนไข้ยิ้มแล้วดูมุมปากหากไม่เท่ากันแสดงว่าเริ่มมีอาการแขนขาอ่อนแรงจนไม่สามารถเดินได้เป็นปกติ เมื่อมีอาการเหล่านี้ ควรนำคนไข้มาพบแพทย์ก่อน 3 ชั่วโมงหลังจากเป็น หรือให้ดีควรพามาในช่วงเวลาสองชั่วโมงหลังจากเป็นเพื่อให้แพทย์ได้ทำการรักษา แต่หากเลยช่วงเวลาสามชั่วโมงคนไข้จะมีอาการอัมพฤกษ์-อัมพาต ซึ่งการตีบหรือแตกของเส้นเลือดถ้าเป็นข้างซ้าย จะส่งผลต่อร่างกายด้านขวา ซึ่งเป็นมือถนัดทำให้ได้รับผลกระทบต่อการดำรงชีวิต”

ปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้ ประกอบด้วย 1.ความดันเลือดสูง ที่มากกว่า 130/85 มม.ปรอท ทำให้เกิดความเสี่ยง 2.น้ำตาลในเลือดสูง คนที่เป็นเบาหวานมานานและควบคุมระดับเบาหวานไม่ได้ ระดับน้ำตาลปกติไม่ควรเกิน 126 มก./ดล. 3.หัวใจเต้นไม่สม่ำเสมอ ชนิดหัวใจซ้ายบนเต้นพลิ้ว คนที่มีภาวะนี้ ร่วมกับอายุมากกว่า 75 ปี เป็นเบาหวาน มีภาวะหัวใจล้มเหลว เป็นความดันเลือดสูง หรือเคยเป็นโรคหลอดเลือดสมองมาก่อน จะมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือดสมอง 4.เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ หรือโรคหลอดเลือดปลายขาตีบ

การรักษาโรคหลอดเลือดสมองขึ้นอยู่กับชนิดของโรคหลอดเลือดสมองซึ่งมีการ รักษาแตกต่างกัน แต่มีการดูแลคล้ายคลึงกันดังนี้ พยายามดูแลป้องกันโรคแทรกซ้อน โดยควบคุมอาหาร น้ำตาลและเกลือแร่ ตลอดจนกายภาพบำบัด และอรรถบำบัดในรายที่มีปัญหาการพูด วางแผนการกลับบ้านหลังทำงานเพื่อไม่ให้เกิดความเคร่งเครียดและกระตุ้นปัจจัยต่าง ๆ

ด้านการรักษาโรคหลอดเลือดสมองชนิดขาดเลือด จากการอุดตันของหลอดเลือดหรือจากความดันเลือดต่ำควรรักษาด้วยยาและการผ่าตัด ส่วนการรักษาผู้ป่วยโรคเลือดออกในเนื้อสมอง เลือดออกในโพรงน้ำสมองต้องป้องกันไม่ให้มีเลือดออกเพิ่ม และรักษาด้วยยา การผ่าตัด

ขณะที่การรักษาผู้ป่วยเลือดออกที่ผิวสมองควรหาตำแหน่งจุดที่เลือดออก ป้องกันไม่ให้มีเลือดออกเพิ่ม รักษาด้วยยาเพื่อป้องกันหลอดเลือดสมองหดตัว รักษาโดยสอดใส่สายเข้าหลอดเลือด และผ่าตัด

นอกจากนี้โรคหลอดเลือดสมองอาจมีภาวะแทรกซ้อนได้เพราะหลายรายเดินไม่ได้แขนขาอ่อนแรง โดยภาวะดังกล่าวมี ดังนี้ 1.ปอดอักเสบ จากการกลืนลำบาก ทำให้มีการสำลักน้ำลายและเชื้อโรคในปากเข้าปอดจนปอดอักเสบ มักเกิดปลายสัปดาห์แรกเมื่อเกิดโรค อันเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตจากโรคแทรกซ้อน

2.ปัสสาวะไม่ออก จากการไม่ค่อยมีการเคลื่อนไหว รับประทานอาหารและน้ำได้น้อย ตลอดจนผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุที่มักมีปัญหาต่อมลูกหมากโตในผู้ชายหรือกระบังลมหย่อนในผู้หญิง 3.ทางเดินปัสสาวะอักเสบ เพราะปัสสาวะไม่ออก มีปัสสาวะค้างทำให้มีเชื้อโรคสะสมในกระเพาะปัสสาวะ และลุกลามไปที่ไต เกิดไตอักเสบมีไข้หนาวสั่น ถ้าเชื้อโรคเข้ากระแสเลือดจะทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต 4.ปวดไหล่และไหล่ติด พบได้ในผู้ป่วยที่แขนอ่อนแรงหรืออัมพาต เป็นผลจากการอักเสบของกล้ามเนื้อที่อยู่รอบหัวไหล่ การที่แขนไม่มีการเคลื่อนไหว ตลอดจนน้ำหนักแขนดึงให้แขนตกลงทำให้เกิดอาการไหล่ทรุด

5.แผลกดทับ เกิดจากการนอนทับร่างกายบริเวณนั้นนาน ๆ ส่วนใหญ่ทับนานเกิน 2 ชั่วโมง ทำให้ผิวหนังตายและพุพองแตกออก มีเชื้อโรคเข้าไปในเนื้อบริเวณนั้น ต่อมามีอาการอักเสบ เนื้อตายเน่ากินลึกลงเข้าไปเรื่อย ๆ การรักษาทำได้ลำบากและหายช้า โดยเฉพาะแผลที่มีขนาดเท่าเหรียญสิบ อาจต้องใช้เวลารักษาถึง 2 เดือน 6.หลอดเลือดดำที่ขาอุดตัน เพราะขาขยับไม่ได้ทำให้การไหลเวียนของเลือดดำที่ขาช้าลง ทำให้เลือดเป็นลิ่ม อุดตันหลอดเลือดดำที่ขา จน ขาบวม อันตรายเกิดได้จากลิ่มเลือดหลุดเข้าหัวใจห้องขวาบนไปยังห้องขวาล่างแล้วไปอุดที่หลอดเลือดแดงของปอดทำให้เนื้อปอดตาย ผู้ป่วยมีอาการหอบเหนื่อยและอาจเสียชีวิตได้

7.การหกล้ม เนื่องจากมีอาการแขนขาอ่อนแรง 8.ภาวะท้องผูก จากการไม่เคลื่อนไหวและรับประทานได้น้อย 9.ภาวะเครียดจากโรคซึมเศร้า เนื่องจากเป็นภาวะเฉียบพลันไม่ได้เตรียมใจไว้ก่อน 10.สมองเสื่อม เนื่องจากได้รับความเสียหาย จากเลือดที่ไปเลี้ยงสมองไม่ทัน ทำให้ความสามารถของสมอง ลดลง ยิ่งมีภาวะบ่อยจะทำให้ผู้ป่วยสมองเสื่อม

สำหรับอนาคตของโรคนี้หากรัฐไม่กำหนดเป็นวาระแห่งชาติของการดูแลประชาชนย่อมก่อให้เกิดความสูญเสียแก่รัฐเองในการพัฒนาบุคลากรของประเทศ เพราะในบางรายอาจไม่ได้เป็นเองแต่ต้องลาออกจากงานมาดูแลคนป่วยอย่างใกล้ชิด ซึ่งหากท่านใดอยากทราบรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถโทรฯสอบถามได้ที่ 1772 ของโรงพยาบาลพญาไท

โรคหลอดเลือดสมองไม่อาจแสดงอาการให้เห็นได้ก่อนล่วงหน้า แต่จะแสดงผลอย่างเฉียบพลันซึ่งหากไม่ดูแลอย่างทันท่วงทีย่อมเกิดปัญหาต่อตัวคนไข้เอง ดังนั้นหากรู้ว่าตนเอง มีอาการเสี่ยงควรปรึกษาแพทย์ก่อนสาย.

ที่มา:ทีมวาไรตี้ นสพ.เดลินิวส์ออนไลน์ วันอาทิตย์ ที่ 14 มีนาคม 2553