20.2.53

จับช่องทางลงทุนต้นปี 53 เล่นหุ้น-ออมเงินหรือทองคำ?


จากภาพรวมเศรษฐกิจในปี 2553 ที่แม้ว่าจะมีทิศทางที่ดีขึ้น แต่ก็เผชิญความท้าทายจากหลายปัจจัยไม่ว่าจะเป็น ความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจฟองสบู่และมาตรการดูแลปัญหาดังกล่าวของชาติเอเชีย ตลอดจนการคาดการณ์ของตลาดต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางชาติต่างๆ โดยเฉพาะเฟด ซึ่งแต่ละปัจจัยอาจมีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์หลักในจังหวะและเวลาที่แตกต่างกัน

ดังนั้นผู้มีเงินออมที่สามารถรับความเสี่ยงจากการลงทุนได้ค่อนข้างสูง และต้องการลงทุนเพิ่มเติมในหุ้น ทองคำ น้ำมันหรือสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ ด้วยจุดประสงค์การทำกำไรในระยะสั้นๆ อาจเผชิญกับปัญหาการจับจังหวะในการทำกำไร (นั่นคือการเข้าลงทุนเมื่อราคาลดลงมาอยู่ในระดับที่น่าพอใจ และเทขายทำกำไรเมื่อราคาดีดตัวสูงขึ้น) ที่ยากขึ้น ท่ามกลางความผันผวนของดัชนีตลาดหุ้นและราคาสินทรัพย์ต่างๆ ดังกล่าว ที่น่าจะเพิ่มขึ้นในปี 2553

ส่วนผู้มีเงินออมที่ไม่มั่นใจและไม่สะดวกในการติดตามจังหวะการเข้าลงทุนและขายทำกำไรอย่างใกล้ชิดแต่มีความเชื่อว่าดัชนีตลาดหุ้นยังมีโอกาสแกว่งตัวในขาขึ้นในระหว่างที่การคาดการณ์เกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายยังไม่ก่อตัวขึ้นชัดเจน ส่วนการลงทุนในหุ้นที่ต้องการถือครองในระยะยาวนั้น คงจะต้องพุ่งเป้าหมายไปที่ "หุ้นที่เน้นคุณค่า" (Value Stocks) ซึ่งมีการจ่ายเงินปันผลสูง มีราคาต่อกำไรสุทธิ (P/E) และราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (P/B) ต่ำ รวมทั้งมีกระแสเงินสดอยู่ในเกณฑ์ดี โดยนักลงทุนสามารถหาจังหวะเข้าซื้อสะสมหุ้นลักษณะดังกล่าวได้เมื่อราคาหุ้นเข้าสู่ช่วงปรับฐาน

สำหรับผู้มีเงินออมที่รับความเสี่ยงได้ในขอบเขตที่จำกัด อาจเลือกออมในระยะที่สั้นลง เพื่อไม่ให้เสียโอกาสเมื่ออัตราดอกเบี้ยเริ่มเข้าสู่ช่วงขาขึ้นจริงในอนาคต โดยทางเลือกในการออมที่น่าสนใจสำหรับการใช้ "พักเงิน" เพื่อรอผลิตภัณฑ์การออมที่ตรงใจนั้น ได้แก่ กองทุนรวมตลาดเงิน ซึ่งกองทุนดังกล่าวจะลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐระยะสั้นและ/หรือมีส่วนผสมของหุ้นกู้เอกชนบางส่วน ขณะที่ให้อัตราผลตอบแทนเหนือกว่าเงินฝากประจำ(กองทุนรวมตลาดเงินให้ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีสูงกว่า 1% เล็กน้อย เทียบกับเงินฝากประจำประเภท 1 ปีที่มีอัตราดอกเบี้ยก่อนหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 0.75%) อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติคงต้องยอมรับว่าทางเลือกในการออมระยะสั้นๆ ที่มีความเสี่ยงค่อนข้างต่ำและผลตอบแทนอยู่ในระดับที่น่าพอใจนั้นค่อนข้างจำกัด

กองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ คาดว่า บลจ.อาจออกกองทุนรวมที่ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลต่างประเทศเพิ่มเติม ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจ น่าจะต้องมีอายุกองทุนค่อนข้างสั้น หรือปานกลาง (เพื่อลดค่าเสียโอกาสหากอัตราดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้น) อีกทั้งเป็นพันธบัตรของรัฐบาลที่มีอันดับความน่าเชื่อถือสูงกว่าไทย และมีการดูแลความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน ในกรณีที่มีการออกมาเพิ่มเติมในปี 2553 ผู้มีเงินออมอาจเผชิญกับอัตราผลตอบแทนที่น่าจะปรับตัวลดลงจากในปี2552 อันมีสาเหตุหลักจากการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนโดยรวมที่กลายมาเป็น "ส่วนหัก" จากผลตอบแทนพันธบัตรแทนที่จะเป็น "ส่วนเพิ่ม" เหนือผลตอบแทนพันธบัตรเกาหลีใต้ดังเช่นที่ปรากฏในปี 2552

พันธบัตรออมทรัพย์รัฐบาล ทั้งนี้ตามแผนการระดมทุนเบื้องต้นของรัฐบาล รัฐบาลกำหนดแนวทางการระดมทุนผ่านการออกพันธบัตรออมทรัพย์รวมในวงเงินประมาณ 1.7 แสนล้านบาท ซึ่งพันธบัตรบางส่วนอาจเริ่มทยอยออกภายในไตรมาสแรกของปี 2553 ขณะที่ประเภทอายุของพันธบัตรและอัตราดอกเบี้ยคงจะมีความชัดเจนมากขึ้นเมื่อเข้าใกล้กำหนดการการออกพันธบัตรที่วางไว้กระนั้นก็ดี เพื่อชดเชยกับสภาพคล่องจากการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลที่ต่ำกว่า ตามอายุครบกำหนดไถ่ถอนที่ยาวกว่า อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนในพันธบัตรออมทรัพย์จึงน่าจะอยู่ในระดับที่สูงกว่าเงินฝากประจำค่อนข้างมาก

หุ้นกู้เอกชน โดยแม้ว่าปริมาณหุ้นกู้เอกชนที่คาดว่าจะออกในปี 2553 น่าจะมีจำนวนลดลงค่อนข้างมากจากปี2552 และน่าจะประกอบด้วยหุ้นกู้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือรองลงมาจากหุ้นกู้ที่ออกในปี 2552 มากขึ้นแต่ผู้ลงทุนในหุ้นกู้เอกชน ก็น่าจะได้รับชดเชยด้วยอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทั้งนี้ผู้มีเงินออมอาจสามารถเลือกลงทุนในหุ้นกู้เอกชนได้ทั้งทางตรง หรือผ่านการซื้อหน่วยลงทุนของ บลจ. โดยหากเป็นการเลือกลงทุนโดยตรง ผู้มีเงินออมคงต้องประเมินข้อมูลทางการเงินและแผนธุรกิจของบริษัทที่ออกหุ้นกู้ร่วมกับอันดับความน่าเชื่อถือของหุ้นกู้ด้วย นอกเหนือจากอัตราดอกเบี้ยที่นำเสนอว่าอยู่ในระดับที่พึงพอใจหรือไม่

ผลิตภัณฑ์เงินฝากพิเศษ โดยคาดว่าธนาคารพาณิชย์ไทยน่าจะทยอยออกผลิตภัณฑ์เงินฝากโครงการพิเศษตั้งแต่ต้นปี 2553 เพื่อทดแทนโครงการเงินฝากพิเศษเดิมที่เคยออกในช่วงปลายปี 2551 และระหว่างปี 2552 ที่คาดว่าจะหมดอายุในปริมาณสูงถึงหลักแสนล้านบาทในช่วงระหว่างปี 2553 อีกทั้งมีความเป็นไปได้ที่อัตราดอกเบี้ยที่นำเสนอภายใต้โครงการใหม่ในปี 2553 จะสูงกว่าโครงการที่ออกในปี 2552 ที่ผ่านมา ตามการปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ (แม้ว่าอาจต่ำกว่าโครงการที่ออกในปี2551)

"การลงทุนในหุ้นที่ต้องการถือครองในระยะยาวนั้น คงจะต้องพุ่งเป้าหมายไปที่ "หุ้นที่เน้นคุณค่า" (Value Stocks) ซึ่งมีการจ่ายเงินปันผลสูง มีราคาต่อกำไรสุทธิ (P/E) และราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (P/B) ต่ำ รวมทั้งมีกระแสเงินสดอยู่ในเกณฑ์ดีโดยนักลงทุน สามารถหาจังหวะเข้าซื้อสะสมหุ้นลักษณะดังกล่าวได้เมื่อราคาหุ้นเข้าสู่ช่วงปรับฐาน"


ที่มา : คอลัมน์ รายงานพิเศษ
หนังสือพิมพ์ทันหุ้น ประจำวันที่ 5 ม.ค 53