20.2.53

3 Pillars of Retirement Planningการออมเพื่อความมั่นคงและยั่งยืน


ในวันนี้ ดิฉันจะเปลี่ยนเรื่องเป็นการย้อนอดีตบ้างนะคะ โดยจะขอเล่าย้อนไปยังปี พ.ศ.2540 ว่าทำไมจึงมีการจัดตั้ง กบข.เกิดขึ้น กบข.เป็นผลมาจากการศึกษาปฏิรูประบบบำเหน็จบำนาญข้าราชการ เพื่อมุ่งสู่แนวปฏิบัติที่ดี (Best Practice) ตามหลักการสากล โดยมุ่งหวังให้ระบบรายได้เพื่อการเกษียณอายุของข้าราชการประกอบด้วยเสาหลักที่สำคัญครบถ้วนและมีความยั่งยืนในระยะยาว โดยก่อนหน้านั้น มีกระบวนการศึกษา และกระบวนการกลั่นกรองอย่างรอบคอบ กินระยะเวลาเกือบ 10 ปี โดยได้รับความช่วยเหลือในการศึกษาจาก World Bank และ IMF ทำการศึกษาตัวอย่างข้อดี/ข้อเสีย ข้อจำกัดต่างๆ จากระบบในประเทศต่างๆ ทั่วโลก และมีการพิจารณาลักษณะเฉพาะตัว และสภาวะแวดล้อมของไทย ประกอบจากคณะทำงานที่แต่งตั้งขึ้น ประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้เกี่ยวข้องต่างๆ เพื่อกลั่นกรองโครงร่างของระบบก่อนจะนำไปสู่การอนุมัติ การร่างกฎหมาย และการดำเนินการ ในระดับของคณะรัฐมนตรี รัฐสภา และองค์กรที่เกี่ยวข้อง

ตามหลักการสากลแล้ว ระบบการรายได้เพื่อการเกษียณอายุที่มั่นคง และยั่งยืนได้ในระยะยาว ควรประกอบด้วย 3 เสาหลักสำคัญ (3 Pillars) โดยรัฐควรจัดวางโครงสร้างเพื่อให้เกิดระบบรายได้เพื่อการเกษียณอายุครบทั้ง 3 เสา เพื่อป้องกันไม่ให้การที่ประชาชนเข้าสู่วัยเกษียณอายุก่อให้เกิดภาระต่อสังคม และเพื่อให้ผู้เกษียณอายุยังรักษาคุณภาพชีวิตที่ดีไว้ได้ในระดับหนึ่งในยามที่ไม่สามารถทำงานได้อีกต่อไป

ทั้งนี้ ระบบ 3 เสา ประกอบด้วย เสาแรก เป็นการจัดให้มีการค้ำประกันรายได้ขั้นพื้นฐานในอัตราขั้นต่ำที่กำหนดล่วงหน้า ได้แก่ เงินบำนาญในระบบเดิมที่ได้รับจากรัฐบาลในกรณีของข้าราชการ (โดยรัฐบาลในฐานะนายจ้างรับผิดชอบฝ่ายเดียวโดยการตั้งเป็นงบประมาณรายปีไว้เป็นปีๆ ไป) หรือเงินที่ได้รับจากการสะสมกับกองทุนชราภาพในระบบประกันสังคมสำหรับบุคคลทั่วไป (โดยผู้อยู่ภายใต้กฎหมายประกันสังคมจะต้องรับผิดชอบส่งเงินสะสมเข้ากองทุนร่วมกันทั้งฝ่ายนายจ้างและลูกจ้าง)

เสาที่สอง เป็นการออมแบบผูกพันภาคบังคับเพื่อเพิ่มหลักประกันในวัยเกษียณ โดยกำหนดอัตราขั้นต่ำที่ผู้ออมจะต้องนำส่ง ส่วนผลประโยชน์ที่ได้รับ จะเป็นไปตามผลตอบแทนจากการลงทุนที่แท้จริงในแต่ละปี สะสมทบต้นไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเบิกใช้จริงเมื่อเกษียณอายุ ทั้งนี้ เสาที่ 2 มีข้อดี คือมีโอกาสที่การขยายตัวของผลตอบแทนสามารถต่อสู้กับเงินเฟ้อในระยะยาวได้ดีกว่าแบบเสาแรก ที่จำนวนเงินที่ได้รับจะถูกจำกัดไว้เท่ากับสูตรที่กำหนดไว้เท่านั้น ซึ่งกองทุนที่อยู่ในกลุ่มนี้ ได้แก่ กบข. และเสาที่สาม เป็นการออมภาคสมัครใจอื่นๆ เพิ่มเติมจาก 2 เสาแรก หากบางคนต้องการมีเงินเพิ่มเติมในชีวิตหลังเกษียณมากยิ่งขึ้นอีก ก็สามารถเลือกออมเพิ่มเติมได้โดยรัฐให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี เช่น กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)

เมื่อพิจารณาจากแนวทางปฏิบัติสากลเพื่อความยั่งยืนของระบบตามที่ได้กล่าวข้างต้นแล้ว จะเห็นได้ว่า ในปัจจุบัน ข้าราชการไทยมีระบบรายได้เพื่อการเกษียณอายุที่สมบูรณ์ครบทั้ง 3 เสาหลักแล้ว ทำให้ได้รับประโยชน์ทั้งจากระบบการค้ำประกันขั้นพื้นฐานในเสาแรก (ระบบบำเหน็จบำนาญเดิม) และระบบขยายตัวของเงินออมเพื่อการต่อสู้เงินเฟ้อในระยะยาวของเสาที่ 2 (ระบบ กบข.) ผสมผสานเข้าด้วยกัน ในขณะเดียวกัน ก็มีทางเลือกระบบการออมภาคสมัครใจกับกองทุนรวมต่างๆ เช่น LTF, RMF ในขณะที่ภาคเอกชน และบุคคลโดยทั่วไปในปัจจุบัน ยังไม่มีระบบรายได้เพื่อการเกษียณอายุที่ครบถ้วนสมบูรณ์ มีเพียงเสาที่ 1 ได้แก่ กองทุนชราภาพในระบบประกันสังคม ซึ่งก็ยังไม่ครอบคลุมทั่วถึงยังประชาชนโดยส่วนใหญ่ และคิดอัตราผลประโยชน์ทดแทนที่ได้รับอยู่ที่ประมาณ 35% ของค่าจ้างรายเดือนเฉลี่ย 5 ปีสุดท้าย และเสาที่ 3 เท่านั้น ยังคงขาดเสาหลักที่ 2 เนื่องจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพยังไม่เป็นการออมภาคบังคับเช่น กบข. (จึงจัดอยู่ในกลุ่มเสาหลักที่ 3) ซึ่งขึ้นอยู่กับความสมัครใจของลูกจ้างกับนายจ้างในการจัดตั้ง จึงเป็นหลักประกันในยามเกษียณอายุที่สามารถครอบคลุมเพียงประชาชนกลุ่มน้อยเท่านั้น จนกว่ากองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.) ซึ่งเป็นการออมภาคบังคับในภาคเอกชนสามารถจัดตั้งและดำเนินการได้จริงเมื่อใด จึงจะทำให้บุคคลทั่วไปสามารถมีระบบรายได้เพื่อการเกษียณอายุได้ครบถ้วนสมบูรณ์ 3 เสาหลักตามหลักการสากลได้เช่นภาคข้าราชการ


ที่มา : คอลัมน์ สนทนากับเลขาธิการ กบข.
โดย วริยา ว่องปรีชา
รองเลขาธิการสายบริหารงานสมาชิก รักษาการเลขาธิการคณะกรรมการ กบข.
หนังสือพิมพ์มติชน ประจำวันที่ 29 ต.ค. 52