3.10.52

ซึ้ึ้งมาก (เรื่องนี้อ่านแล้วสามารถทำให้คนที่ส่งร้องไห้ได้เลย)

วันนี้ผมเพิ่งได้รับฟอเวิร์ดเมลจากพี่ชายที่น่ารักในAIAท่านหนึ่ง ผมอ่าน
แล้วรู้สึกดีจึงขออนุญาตแบ่งปันให้กับทุกท่านที่สละเวลาแวะเข้ามาเยี่ยม
ชมเวปไซด์ของผมครับ


"> ฉันเกิดในหมู่บ้านบนภูเขาที่ห่างไกลผู้คน
>
>
> แต่ละวันพ่อแม่ของฉันต้องพรวนดินในไร่ท่ามกลางแดดที่ร้อนระอุ
>
> ฉันมีน้องชายอยู่หนึ่งคน
> อายุน้อยกว่าฉัน
> 3
> ปี
>
>
> วันหนึ่งฉันขโมยเงินของพ่อเพื่อไปซื้อผ้าเช็ดหน้าที่เพื่อนๆ
>
> ของฉันมีกัน
>
> จากนั้นพ่อก็รู้เรื่อง
>
> พ่อให้ฉันกับน้องคุกเข่าหันหน้าเข้าหากำแพง
>
>
> โดยที่ในมือพ่อมีก้านไม่ไผ่อยู่หนึ่งก้าน
>
> 'ใครขโมยเงินไป' พ่อตวาด
>
>
> ฉันกลัวมาก
> ไม่กล้าพูดอะไรออกไป
> น้องชายฉันก็เช่นกัน
>
> พ่อจึงเอ่ยขึ้นว่า
>
>
> 'ก็ได้
> ในเมื่อไม่มีคนรับสารภาพก็ต้องโดนลงโทษทั้งคู่นั่นล่ะ'
>
>
> พ่อชูก้านไม้ไผ่ในมือขึ้น
>
> ทันใดนั้น
> น้องชายของฉันก็ลุกขึ้นคว้าข้อมือของพ่อไว้....แล้วพูดว่า
>
>
> 'ผมขโมยเองครับ'
>
> ก้านไม้ไผ่ก้านนั้นได้กระหน่ำลงบนหลังของน้องของฉันอย่างต่อเนื่อง
>
>
> พ่อโกรธมาก
> พ่อตีน้องของฉันไม่หยุด
>
> จนพ่อหอบด้วยความเหนื่อย
>
> พ่อนั่งลงบนเก้าอี้
>
> และด่าว่าน้องชายของฉัน
>
>
> ' ของคนในบ้านแกเอง
> แกยังขโมยได้ต่อไปแกจะทำชั่วอะไรอีก
>
>
> แกน่าจะโดนตีให้ตาย
> ไอ้หัวขโมย'
>
> คืนนั้น
> ฉันกับแม่กอดน้องชายของฉันไว้
>
> หลังของน้องมีแผลเต็มไปหมด
>
> แต่เขาไม่ได้ร้องไห้แม้แต่น้อย
>
>
> กลางดึกคืนนั้น
> ฉันนอนร้องไห้เสียงดัง
> และนานมาก
>
> น้องเอามือเล็กๆ
> ของเขามาปิดปากฉันไว้
> แล้วพูดว่า
>
>
> ' พี่ครับ
> ไม่ต้องร้องไห้นะมันผ่านไปแล้ว'
>
>
> ยังไงฉันก็อดที่จะเกลียดตัวเองไม่ได้
>
> ที่ไม่มีความกล้าจะบอกความจริงกับพ่อ
>
>
>
>
> หลายปีผ่านไป
>
>
> แต่เหมือนกับว่าเหตุการณ์มันเพิ่งเกิดเมื่อวานนี้เอง
>
> ฉันไม่อาจลืมคำพูดของน้องชายตอนที่เขาปกป้องฉันได้เลย
>
> ตอนนั้นน้องของฉันอายุ
> 8ปี
> ส่วนฉันอายุ
> 11ปี...
>
>
> เมื่อตอนที่น้องชายของฉันใกล้จบ
> ม.ต้น
>
> เขาได้รับการตอบรับจากโรงเรียน
>
> ม.ปลาย
> ว่าเขาสอบได้
> ในขณะที่ฉันซึ่งใกล้จบ
> ม.ปลาย
>
> ก็ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยของจังหวัดเช่นกัน
>
>
> คืนนั้น
> พ่อได้นั่งสูบบุหรี่อยู่ที่สวนหลังบ้าน
>
> ฉันแอบได้ยินพ่อพูดว่า
>
>
> ' ลูกเราทั้งคู่เรียนดีเรียนดีมากนะ'
>
>
> แม่ซึ่งนั่งเช็ดน้ำตาอยู่ข้างๆ
> พ่อ
> ได้พูดว่า
>
> 'แล้วเราจะส่งเสียลูกทั้งคู่ได้อย่างไรในเมื่อเราก็ไม่ค่อยมีเงิน'
>
>
> ทันใดนั้น
> น้องชายของฉันได้เดินเข้าไปหาพ่อ
> แล้วพูดว่า
>
> ' ผมไม่ต้องการเรียนต่อผมอ่านหนังสือมามากพอแล้ว'
>
>
> พ่อเหวี่ยงมือตบลงที่แก้มของน้องของฉันฉาดใหญ่
>
> 'ทำไมถึงคิดโง่ๆ
> อย่างนี้
>
>
> ต่อให้พ่อต้องไปเป็นขอทานข้างถนน
>
> พ่อก็จะส่งแกทั้งคู่เรียนจนจบให้ได้'
>
> คืนนั้นทั้งคืน
> พ่อได้เดินไปตามบ้านต่างๆ
>
> ทั่วทั้งหมู่บ้าน....เพื่อขอยืมเงิน
>
>
> ฉันค่อยๆ
> เอามือประคบแก้มบวมๆ
>
> ของน้องชายเบาๆ
> และคิดว่า
>
>
> ' ต้องให้น้องได้เรียนต่อไม่เช่นนั้นเขาคงไม่อาจหลุดพ้นชีวิตลำบากเช่นนี้ไปได้'
>
>
> แต่ในขณะเดียวกัน
>
> ฉันก็ไม่อาจล้มเลิกความคิดอยากจะเรียนต่อไปได้
>
> ใครจะรู้ได้
> .......
>
>
>
> วันต่อมาในตอนเช้ามืด
>
> น้องชายของฉันได้ออกจากบ้านไปพร้อมทั้งเสื้อผ้าติดตัวเพียงไม่กี่ชิ้น
>
>
> และถั่วเพียงเล็กน้อยเพื่อประทังความหิว
>
> ก่อนไปเขาได้ทิ้งข้อความไว้ใต้หมอนของฉัน
>
> ขณะฉันกำลังหลับ
>
>
> ' พี่ครับ
> การจะเข้ามหาวิทยาลัยได้
> ไม่ใช่ง่ายๆ นะ
> ....
>
>
> ผมจะไปหางานทำ...แล้วจะส่งเงินมาให้พี่'
>
> ฉันนั่งอยู่บนเตียง
>
> อ่านข้อความของน้องชายด้วยน้ำตานองหน้า
> .......
>
>
> ฉันร้องไห้จนเสียงแหบแห้งไป
>
> ตอนนั้นน้องของฉันอายุ
> 17ปี
> ส่วนฉันอายุ 20ปี
> ......
>
>
> ด้วยเงินที่พ่อยืมมาจากคนในหมู่บ้าน
>
> รวมกับเงินที่น้องชายของฉันได้รับเป็นค่าจ้างมาจากการทำงานเป็น
>
> กรรมกรแบกหามที่ไซท์ก่อสร้างท่าเรือ
> .......
>
>
> ฉันจึงสามารถเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้จนถึงปี
> 3
>
>
> วันหนึ่งขณะที่ฉันกำลังอ่านหนังสืออยู่ในห้องพัก
>
> เพื่อนร่วมห้องของฉันได้เข้ามาบอกว่า
>
>
> 'มีชาวบ้านมาหาเธอ...อยู่ข้างนอกแน่ะ'
>
>
> ทำไมชาวบ้านถึงมาหาฉันล่ะ
> ???
>
>
> ฉันเดินออกไปแล้วมองเห็นน้องชายของฉันยืนอยู่
>
> ตัวของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นปูนและทรายจากงานก่อสร้าง
>
> ...
>
> ฉันถามเขาว่า
>
>
> 'ทำไมไม่บอกเพื่อนพี่ไปว่าเป็นน้องชายพี่ล่ะ'
>
>
> น้องชายของฉันตอบยิ้มๆ
> ว่า
>
> 'ก็ดูผมสิสกปรกมอมแมมออกอย่างนี้...ขืนบอกว่าเป็นน้องพี่
> เพื่อนๆ
>
>
> ก้อได้หัวเราะเยาะพี่กันพอดี'
>
> ฉันค่อยๆ
> เอื้อมมืออันสั่นเทาไปปัดฝุ่นให้น้อง
>
> และพยายามพูดด้วยเสียงเครือๆในลำคอ
>
>
> ' พี่ไม่สนใจว่าใครจะพูดยังไง
>
>
> เธอเป็นน้องของพี่
> ไม่ว่าเธอจะดูเป็นอย่างไรก็ตาม'
>
> จากนั้น
> น้องของฉันได้ล้วงบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง
>
> เป็นกิ๊บหนีบผมรูปผีเสื้อ .
> เขาติดกิ๊บให้ฉัน
>
>
> แล้วพูดว่า
>
> 'ผมเห็นสาวๆ
> ในเมืองเค้าติดกัน
> ผมเลยอยากให้พี่ติดบ้าง'
>
>
> ฉันหมดเรี่ยวแรงลงในทันใด
>
> ดึงน้องชายเข้ามาสวมกอดและร้องไห้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเวลานาน
>
>
> ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 20
> ปี
> ส่วนฉันอายุ 23
> ปี
> .
>
>
> วันที่ฉันพาแฟนหนุ่มของฉันมาที่บ้านเป็นครั้งแรก
>
> ฉันสังเกตเห็นว่า
>
> หน้าต่างบ้านที่เคยแตกไป
> ได้ถูกซ่อมเรียบร้อยแล้ว
>
> เมื่อเข้าไปในบ้านก็เห็นว่าบ้านสะอาดขึ้นมาก
>
>
> หลังจากที่แฟนของฉันกลับไป
> ฉันพูดกับแม่ว่า
>
> 'แม่ไม่ต้องเสียเงินเพื่อทำความสะอาดบ้านกับซ่อมกระจก
>
>
> เพียงเพราะหนูจะพาแฟนมาที่บ้านหรอกนะคะ'
>
> แม่ยิ้ม
> แล้วพูดว่า
>
>
> ' แม่ไม่ได้จ้างหรอก...น้องชายลูกต่างหาก
>
>
> วันนี้เค้าขอเลิกงานเร็วเพื่อกลับมาทำความสะอาดบ้าน
>
> ลูกยังไม่เห็นมือน้องหรอกเหรอ
>
> น้องโดนกระจกบาดตอนกำลังเปลี่ยนกระจกบานใหม่น่ะ'
>
>
> ฉันรีบเข้าไปหาน้องที่ห้องนอนของเขา
>
> ฉันรู้สึกเหมือนถูกเข็มนับร้อยเล่มทิ่มลงกลางใจเมื่อได้เห็นบาดแผลบนมือ
>
> ฉันจับมือน้องเอาไว้อย่างเบามือที่สุด
> 'เจ็บมากไหม'
>
>
> ฉันถาม
>
> 'ไม่เจ็บสักหน่อย
> พี่ก็รู้นี่ผมทำงานก่อสร้างนะ
> วันๆ
>
>
> มีหินตกมาใส่เท้าผมเต็มไปหมด
>
> แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ผมคิดเลิกทำงานหรอกนะ
>
> และ...'
>
> น้องชายของฉันยังพูดไม่จบประโยค
> แต่ก็ต้องหยุดพูด
>
>
> เพราะฉันหันหน้าหนีเขา
>
> น้ำตาไหลอาบหน้าของฉันอีกครั้ง
>
>
> 'เพราะพี่เป็นพี่สาวของผมนี่ครับ'
>
>
> ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 23
> ปี
> ส่วนฉันอายุ 26
> ปี...
>
>
> หลังจากนั้น
> ฉันก็ได้แต่งงานและย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง
>
> หลายครั้งที่สามีของฉันชักชวนให้พ่อแม่ของฉันย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองด้วยกัน...
>
> แต่ท่านทั้งสองก็ปฏิเสธ
>
>
> ท่านบอกว่า
> ท่านเคยย้ายออกจากหมู่บ้านครั้งหนึ่ง
>
> แต่เมื่อออกไปแล้ว
>
> ท่านไม่รู้จะทำอะไรดี
>
> จึงได้ย้ายกลับเข้ามาใช้ชีวิตในหมู่บ้านตามเดิม
>
>
> น้องชายของฉันก็ไม่เห็นด้วยกับการที่จะให้เขาและพ่อแม่ย้ายออกไป
> ...
>
>
> เขาบอกกับฉันว่า
>
> 'พี่คอยอยู่ดูแลพ่อและแม่ของสามีพี่ทางนั้นเถอะผมจะดูแลพ่อและแม่ทางนี้เอง'
>
>
> สามีฉันได้ขึ้นเป็นประธานของบริษัทของ
> ครอบครัว
>
> เราทั้งคู่อยากให้น้องชายของฉันเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการบริษัท
>
> ....
> แต่น้องชายของฉันก็ไม่รับตำแหน่งนี้
>
> เขาขอเข้าทำงานในตำแหน่งพนักงานธรรมดา
>
>
> วันหนึ่ง
> น้องชายของฉันต้องปีนบันไดขึ้นไปซ่อมสายเคเบิล
>
> และตกลงมาเพราะโดนไฟดูด
>
> เขาถูกรีบหามส่งโรงพยาบาล
>
> ฉันและสามีรีบไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาล
>
>
> น้องชายของฉันขาหักต้องเข้าเฝือกที่ขา
>
> ... ฉันโกรธมาก
> จึงตวาดน้องไปว่า
>
>
> ' ทำไมถึงไม่ยอมรับตำแหน่งผู้จัดการ
> หา!!!
>
>
> ถ้าเป็นผู้จัดการก็จะได้ไม่ต้องมาทำงานเสี่ยงๆอย่างนี้
>
> ดูตัวเองซิ...เจ็บเจียนตายอยู่แล้ว
> ทำไมถึงไม่ยอมฟังพี่บ้าง'
>
> คำตอบจากปากน้องของฉันรวมถึงสีหน้าเคร่งเครียด
>
>
> ยังยืนยันความคิดเดิมของเขา
>
> 'พี่ลองคิดถึงพี่เขยสิครับ
> พี่เขยเพิ่งจะได้เป็นประธาน
>
>
> ส่วนผมมันการศึกษาต่ำถ้าผมได้เป็นผู้จัดการ
>
> คงจะมีเสียงนินทาว่าร้ายเต็มไปหมด'
>
> น้ำตาปริ่มดวงตาของฉันรวมทั้งสามีของฉันด้วย
> .....
>
>
> ฉันบอกกับน้องว่า
>
> 'แต่ที่เธอไม่ได้เรียนต่อก็เพราะพี่...'
>
>
> 'ทำไมต้องพูดถึงเรื่องที่ผ่านไปแล้วด้วยล่ะครับ'
>
>
> น้องชายของฉันจับมือฉันไว้
>
> ตอนนั้นน้องของฉันอายุ
> 26 ปี
> ส่วนฉันอายุ 29
> ปี...
>
>
>
>
> เมื่อน้องชายของฉันอายุได้
> 30
> ปี
>
>
> เขาได้แต่งงานกับผู้หญิงในที่ทำงานที่เดียวกัน
>
> ในงานแต่งงาน
> ประธานในงานได้ถามน้องชายของฉันว่า
>
>
> ' ใครคือคนที่คุณรักที่สุดในชีวิตนี้'
>
>
> น้องชายของฉันตอบอย่างไม่ลังเล
> 'พี่สาวของผมครับ'
> .....
>
>
> และเขาก็เล่าเรื่องราวที่แม้แต่ฉันยังจำไม่ได้
>
> 'ตอนผมอยู่โรงเรียนประถม
> โรงเรียนอยู่อีกหมู่บ้านหนึ่ง
>
>
> เราสองคนพี่น้องต้องใช้เวลาถึง
> 2ชม.
>
>
> เพื่อเดินไปเรียน...และเดินกลับบ้าน
>
> วันหนึ่งในวันที่หิมะตกหนักผมทำถุงมือหายไปข้างหนึ่ง
>
> พี่สาวผมจึงได้ให้ถุงมือของเธอข้างหนึ่ง
>
> และเธอก็ใส่ถุงมือเพียงข้างเดียวเดินเป็นระยะทางไกล
>
>
> เมื่อเรากลับถึงบ้านมือเธอบวมแดงเพราะอากาศหนาว
>
> เธอไม่สามารถจับช้อนทานข้าวได้ด้วยซ้ำ
> .......นับจากวันนั้น
>
>
> ผมสาบานกับตัวเอง
>
> ว่าตลอดชีวิตของผม
> ผมจะดูแลพี่สาวของผมให้ดี
>
> และจะทำดีกับเธอ'
>
> เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่ว
>
>
> สายตาทุกคู่ของแขกเหรื่อหันมาจับจ้องที่ฉัน
>
> คำพูดจากปากฉันออกมาอย่างยากลำบาก
> .......
>
>
> 'ในโลกใบนี้คนเดียวที่ฉันรู้สึกขอบคุณที่สุด
> คือน้องชายของฉันค่ะ'
>
>
> ในวาระที่มีความสุขที่สุดเช่นนี้
>
> น้ำตาได้รินไหลออกมาจากสองตาของฉันอีกครั้ง...."
>


> จงรัก
> และห่วงใยคนที่คุณรักในทุกๆ
>
> วันในชีวิตของคุณและเขา
>
>
> คุณอาจจะคิดว่าสิ่งที่คุณทำให้ใครสักคนเป็นเพียงสิ่งเล็กๆน้อยๆ
>
> แต่สำหรับคนคนนั้นอาจจะมีความหมายมากอย่างคาดไม่ถึง
>
>
> .. ไม่ว่าเขาคนนั้นจะคือ
>
> พ่อ แม่ พี่ น้อง
> ญาติ คนรัก เพื่อน
>
>
> หรือแม้คนที่คุณไม่รู้จัก
> ก็ตาม
>
>
>
> จบบริบูรณ์....
>
>
>
> ปล.ปัจจุบันผู้เป็นพี่สาวอายุ 86
> ปีตำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหารใหญ่บริษัทฮุนไดและในเครือกว่า 20
> บริษัท
>
>
> น้องชายอายุ
> 83
> ปีเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทเล็กๆ
> ที่มีชื่อเป็นภาษาเกาหลีว่า
>
>
> 'ซัมซุง'
>
>
> และเรื่องราวของท่านทั้ง
> 2
> คนกำลังถูกนำมาสร้างเป็นซี่รี่ย์
> โดยดาราเล็กๆ คนคือ
> ซอง เฮ เคียว และ ลี ดอง
> ฮุคครับ
>
>
> บู มิง ฮอง
> เล่าเรื่องไปอีกครั้งหนึ่ง
>